Category Archives: Recommended

ข้าวหมูกรอบ(เจ้าเก่า)สามย่าน

เที่ยงแล้วหิวกันรึยังคะ ใครที่ยังไม่รู้่าจะออกไปทานข้าวกลางวันที่ไหนดี วันนี้ของเปลี่ยนบรรยากาศจากซูชิที่โชว์ให้ดูติดกันหลายร้านมาเป็นอาหารง่ายๆของโปรดจันดีกว่าค่ะ หลายๆท่านที่ติดตามบล็อกอยู่คงจำได้ว่าจันเคยเขียนบล็อกเกี่ยวกับร้านข้าวหมูกรอบร้านโปรดที่ซอยรางน้ำไป วันนี้ขออนุญาตมาแนะนำร้านอีกร้านหนึ่งที่อร่อยไม่แพ้กันเลยค่ะ หลายๆคนที่เรียนหรือทำงานแถวๆจุฬา-สามย่านคงจะรู้จักกันดีว่าในแถวตลาดสามย่าน(เก่า) นั้นมีข้าวหมูกรอบเจ้าอร่อยอยู่ร้านนึง คือร้านข้าวหมูกรอบสามย่าน (เจ้าเก่า)

ที่ตั้งร้านนี้จะอยู่ในซอยแถวๆตลาดสามย่านเก่าที่ตอนนี้ถูกทุบทิ้งไป (เดี๋ยวจะไปหาชื่อซอยมาให้นะคะ) จะมีร้านขายอาหารรวมซึ่งมีทั้ง เกาเหลา ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู สุกี้น้ำและแห้ง รวมกันอยุ่ในที่เดียวกัน ถ้าเจอร้านรวมนั้นเดินเข้ามาในซอยไม่ประมาณสามถึงห้าคูหาห้องแถวจะเจอร้านข้าวหมูกรอบที่ว่านี่เองค่ะ สังเกตุได้ว่าจะมีป้ายร้านและตู้หมูกรอบซึ่งเป็นตู้ไม้ดูเก่าๆขลังๆหน่อยอยู่ด้านหน้าเลยค่ะ เฮียเจ้าของร้านจะท้วมๆตี๋ๆ อัธยาศัยดีต้อนรับลูดค้าอยู่ตลอดเวลา เมื่อนั่งลงในร้าน(หรือด้านหน้าร้านแล้ว) ก็จะเจอกับหมูกรอบสุดอร่อยตามภาพด้านล่างนี้เลยค่ะ

เห็นหั่นมาชิ้นเล็กๆอย่างนี้แต่ก็กรอบอย่าบอกใครเลยนะคะ แต่ว่าถ้าใครที่อยากทานหนังกรอบๆ เยอะๆ เนี่ยจันแนะนำว่าลองไปทานที่ข้าวหมูกรอบปฐมเลิศรสที่ซอยรางน้ำอาจจะชอบกว่า เพราะที่นั่นให้หมูตรงส่วนที่เป็นหนังกรอบๆมาแบบจุใจจริงๆ ส่วนในเรื่องของน้ำราดหมูกรอบแล้ว จันรู้สึกว่าที่นี่รสชาติกลมกล่อมอร่อยกว่าหน่อยค่ะ ที่รางน้ำจะออกเค็มๆกว่า ถึงแม้ว่าที่สามย่านนี่หมูจะชิ้นดูค่อนข้างเล็ก แต่ว่ากินกับข้าวและน้ำราดหมูแล้วอร่อยจริงๆเลยรับรองได้

นอกจากหมูกรอบแล้วที่นี่ยังมีกุนเชียงแล้วหมูแดงขายด้วย หมูแดงทำเองแน่ๆส่วนกุนเชียงจันไม่แน่ใจแฮะ แต่รับประกันว่าอร่อยแน่นอนค่ะ ที่จริงมีไข่ต้มด้วยค่ะ ไข่เป็ดต้มยางมะตูมหน่อยๆ หนึบๆกินกำลังอร่อยเลย

ดูภาพรวมกันเลยค่ะว่าน่าทานขนาดไหน แต่จันรู้สึกเสียดายจริงๆที่เดี๋ยวเฮียเค้าไม่ให้สั่งหมูเป็นจานแล้ว ต้องสั่งราดข้าวเท่านั้น (ท่าทางจะขายดีไปมั้ง)

ที่ตั้งร้านที่พูดถึงเมื่อต้นรีวิวนี้จะเปิดสำหรับเมื่อกลางวันนะค่ะ ส่วนใครที่เกิดอยากทานหมูกรอบตอนเย็นหรือกลางคืนก็แวะเวียนไปกินได้ที่ฟุตบาทแยกสามย่านบานถนนพญาไท แต่อยู่ฝั่งตรงข้าวกับจามจุรีสแควร์นะคะ

งั้นตอนนี้จันขอตัวไปทานข้าวกลางวันก่อนแล้วกันนะคะทุกคน 🙂

Happy Sunday!!

Advertisements

Leave a comment

Filed under Asian, Chinese, Recommended, Restaurant Review, Street Foodies, Taste of Bangkok, Thai

Mugendai Sushi & Tempura Bar

เนื่องจากช่วงนี้เป็น sushi fever เลยขออัพเดทร้านซูชิติดๆกันซะหน่อยแล้วกันนะคะ ครั้งนี้จะพาทุกคนไปร้าน Mugendai Sushi & Tempura Bar ค่ะ (หลายๆคนคงเคยได้ยินชื่ออยู่แล้วเพราะเป็นร้านดังค่ะ เพื่อนจันหลายๆคนก็คิดว่าร้านนี้เป็นร้านที่อร่อยสุดในกรุงเทพแล้วล่ะตอนนี้ – งั้นต้องตามมาดูกันเลยว่าจริงอย่างที่คุยรึป่าว)

Mugendai เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นซูชิและเทมปุระ ตั้งอยู่ที่ชั้น 7 ของตึก Grass ทองหล่อ เมื่อเดินเข้าไปจะมีลิฟท์ส่วนตัวสำหรับรับส่งลูกค้าขึ้นไปยังชั้น 7 โดยที่ร้านมีทั้ง counter bar / นั่งโต๊ะ / ห้องส่วนตัว / outdoor มีบรรยากาศหลากหลายสไตล์ให้ลูกค้าได้เลือกนั่งได้ตามแบบที่ชอบค่ะ เหมาะสำหรับทั้งมาเป้นกลุ่ม เป็นคู่ หรือว่ามานั่งเฮฮากับเพื่อนอากาศชิวๆหน้าหนาวด้านนอกได้เลย

พอเปิดลิฟท์ขึ้นมาก็จะเจอ sushi bar น่าจะมีที่นั่งประมาณสิบที่ได้ค่ะ จะมีพนักงานต้อนรับหน้าตาน่ารักๆยืนต้องรับอยู่่ค่ะ

มองเลยไปก็จะเห็นเชฟที่ตั้งใจทำอาหารกันอย่างขะมันเขม้น

สังเกตุว่าตู้แช่ปลาของที่ร้านนี้จะเน้นปลาและเนื้อซูชิชนิดอื่นที่เตรียมไว้แล้วเป็นชิ้นเพื่อรอตัดให้ลูกค้ามากกว่าการโชว์ปลาเป็นตัวๆอย่างบางร้าน เช่น มารุ ทำเป็นต้น

ดูของเรียกน้ำย่อยกันพอสมควรแล้ว คราวนี้ถึงเวลาของพระเอกอย่างซูชิชั้นเยี่ยมต่างๆกันดีกว่าค่ะ

ชิ้นแรกเลยคือกุ้งหวาน Botan Ebi อันนี้เป็นกุ้งหวานตัวใหญ่ เติมท็อปปิ้งด้วยมันกุ้ง หอมมากๆ (อย่างที่ร้าน Sushi Masa ก็มี Botan Ebi แต่ว่าจะเผาหัวกุ้งมาแทะเล่นกันเอง) กุ้งหวานแบบนี้จะต่างกับ Ama Ebi ที่เป็นกุ้งหวานตัวเล็กใส่มาในซูชิทีละสองถึงสามตัวที่หลายร้านนิยมใช้กัน เนื้อของ Botan Ebi จะแน่นกว่ามาก และคุณภาพของที่ร้าน Megendai นี้ดีอย่าบอกใครเชียว

ชิ้นนี้เป็นชูโทโร่ค่ะ (Chutoro) ขึ้นชื่อว่าโทโร่ทุกคนคงนึกถึงส่วนที่ดีที่สุดของปลาทูน่า ส่วนท้องที่มีชั้นไขมันแทรกอยู่ ชูโทโร่เป็นส่วนที่มันรองจากโอโทโร่ค่ะ และสำหรับชูโทโร่ชินนี้ อยากจะบอกว่าดีมากกกกกก คิดว่าอร่อยสุดเท่าที่เคยกินมาในเมืองไทยละ ไม่มันจนเกินไป ชั้นไขมันละลายกับส่วนเนื้อของปลาได้อย่างลงตัว อุณหภูมิของปลาที่เชฟเตรียมไว้กำลังพอเหมาะกับการกิน ไม่เย็นจนเกินไป (เคยไปทานบางแล้วแล้วเนื้อปลาเย็นเกินไปทานไม่รู้รสเลยค่ะ) ที่ร้านนี้จะมีเทคนิคพิเศษคือเอาเนื้อปลาชูโทโร่มาสับกับต้นหอมเพื่อเพิ่มรสชาติค่ะ แปลกดี

หลังจากได้ชิมสุดยอดชูโทโรแล้ว คราวนี้ความอยากถามหา สั่งโอโทโร่ (Otoro) มาลองชิมเลยดีกว่า ลองสังเกตุดูรูปข้างล่างดีๆนะคะ ไขมันจะดูเยอะกว่า ลายการแตกตัวของไขมันดูสวย ดูไปดูมาเหมือนเนื้อวัวมากกว่าปลา ฮ่าๆๆ ที่จริงจันก้อไม่ได้ดูอะไรเป็นหรอกค่ะว่าอย่างไหนดีหรอไม่ดี แต่แค่เห็นแล้วอย่างงี้มันดูสวยดีเน้อะ แตดตัวดี ท่าทางน่าอร่อย แต่พอลองทานดูแล้วก้ออร่อยค่ะ แต่ไม่เท่าที่คาดหวังไว้ มันๆไปหน่อย ไขมันกะเนื้อไม่เข้ากันดีกว่าที่คิดไว้ อาจจะคาดหวังมากไปหน่อย แต่ว่าชอบชูโทโร่มากกว่านะ

กินมันๆไปสองชิ้นละ มากินไข่หวานแก้เลี่ยนกันหน่อยดีกว่า เนื้อไข่ดูเนียนๆดีค่ะ หวานๆตามชื่อ แต่ว่ากลิ่นไข่มีมากไปหน่อย รู้สึกเหมือนกินไข่เจียวเลย ที่เห็นอย่างงี้ข้างในมีข้าวอยู่นะคะ

หลังจากทานของแก้เลี่ยนไปแล้วเรากลับมาเมนูหลักกันต่อดีกว่าค่ะ ซูชิหอยปีกนก คำนี้ไม่มันหอยปีกนกกรุบกรอบสดกำลังพอดีเลยยค่ะ เป็นหอยปีกนกที่อร่อยมาก (ชอบมากกว่าหอบปีนกสดๆของร้านมารุอีกแฮะ)

ชิ้นข้างๆหอยปีกนกที่สั่งมาทานติดกันคือเอนกาวะ (Engawa) หรือว่าครีบปลาตาเดียวนั่นเอง ซูชิชนิดนี้อย่างที่ทราบกันดีว่าเริ่มมาบูมมาดังกันเอาจริงๆก็จากมิยาทะเกะ และซูชิมาสะเนี่ยล่ะ เอนกาวะของ Mugendai อย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ หน้าตารูปลักษณ์นั้นสมส่วน เนื้อดูแน่น ชิ้นไม่หนาพอดีคำย่างด้วยไฟอ่อนๆให้น้ำมันละลายออกมาเพื่อเพิ่มความหอมย่างเช่นร้านอื่นๆทำ แต่ว่าข้อแตกต่างของที่ร้านนี้และร้านอื่นคือเอนกาวะของที่นี่จะย่างแล้วปรุงรสด้วยมานาวและเกลือแทนที่จะทานกับน้ำ ponzu อย่างร้านอื่นๆค่ะ ผลลัพธ์ที่ได้คือความหอมสดชื่นของกลิ่นมานาวแล้วรสชาติเปรี้ยวๆเค็มๆที่ลงตัวเมื่อผสมกับเกลือ ก็แปลกไปอีกแบบนะคะ จันได้ลองอ่านรีวิวของท่านอื่นๆ บางท่านก็ชอบแบบจิ้มพอนซึมากกว่าค่ะ อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบ ต้องลองเองค่ะ แต่ที่แน่ๆเลยเอนกาวะของที่นี่คุณภาพเยี่ยมสุดแน่นอน

คราวนี้ถึงตาของก้ามปูกันบ้างคะ ต้องขอโทษด้วยที่จำไม่ได้จริงว่าชื่อภาษาญี่ปุ่นเค้าเรียกกันว่ะอะไร ก้ามปูอันนี้อร่อยดีค่ะ เนื้อปูหวานๆหยอดหน้าข้างบนด้วยมันปู สีสวยตัดกันดี คำนี้ก็เป็นซูชิที่ควรค่าแก่การสั่งอีกคำนึงเลยค่ะ

ตามกันมาติดๆด้วยซูชิไข่หอยเม่น (Uni) ในขณะนี้มูเกนไดไม่มีไข่หอยเม่นสดแบบเป็นตัวๆเพราะว่าช่วงนี้ไม่ใช่หน้าของมันค่ะ แต่ว่าแค่แบบนี้ก็หอมอร่อยดีนะคะ ไม่มีกลิ่นคาว แต่เท่าที่ชิมดูรสชาติไม่ได้ต่างจากไข่หอยเม่นของซูชิมาสะเท่าไหร่นักค่ะ

คำต่อมานี้เป็นซูชิเนื้อโกเบค่ะ ชั้นของไขมันในเนื้อโกเบจะน้อยกว่ามัสซึซากะหน่อยค่ะ จะได้รสชาติของเนื้อวันมากกว่า ซูชิเนื้อของมูเกนไดจะเป็นข้าวที่ห่อด้วยเนื้อที่แล่บางๆค่ะ กินง่ายเคี้ยวเข้าไปปุ๊บละลายเข้ากะข้าวได้พอดี แต่ส่วนตัวแล้วจันว่านะคะ ถ้าอยากจะรับประทานเนื้อกัน ไปสั่งเนื้อซุปเปอร์กิวที่กิวกิว เต้ ทานเลยน่าจะสะใจกว่าค่ะ

หลังจากทานนู่นนี่นั่นไป ก้อเลิกไม่ถูกแล้วค่ะว่าอยากจะทานไรต่อ เชฟเค้าก็เลยช่วยแนะนำเป็นปลากิมเมะได (ท่านที่อ่านรีวิวของซูชิมาสะคงจำกันได้ว่ากิมเมะไดคือปลาตาโตสีแดงๆตัวใหญ่ๆค่ะ) ไอ้เราก้อกล้าๆกลัวๆยังไม่อยากสั่งเพราะจำได้ว่าที่มาสะหลังๆทานกิมเมะไดไม่ค่อยอร่อย เชพเค้าก้อคงอยากให้ลองมากค่ะเลยให้ชิ้นเล็กๆมาลองชิมดู ปรากฎว่า เฮ้ย อร่อยแฮะ ย่างไฟอ่อนๆกำลังพอดี หนังกรอบได้ที่ ไขมันจากหนังปลาละลายออกมาเพิ่มความหอม เนื้อปลาไม่แข็ง ที่จริงก็เป็นเมนูที่น่าสั่งค่ะ แต่เห็นว่าไหนๆได้ชิมฟรีแล้ว ลองสั่งอย่างอื่นดีกว่า ฮ่าๆๆ

หมดมุขการสั่งซูชิละคะ เพราะว่าหลายๆอย่างที่ชอบทานอย่าง ปลาหมึกขาว (Ika) กุ้งลายเสือ หรือว่าจะเป็นปลาทู (Aji) ของหมดค่ะวันนี้ ก็เลยพอก่อนแค่นี้ดีกว่าสำหรับซูชิ แต่ที่จริงแล้วมีอย่างอื่นน่าทานอีกเยอะเลยนะ ปลาไหลจะมีทั้งสามแบบ Unagi / Anago / ปลาไหลทะเลที่ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร อย่างตับห่านของที่นี่ก็น่ากินมากเลยค่ะ สวยงามมากๆ แต่ไม่ไหวละ ไว้คราวหลังค่อยว่ากันนะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขอเชิญชมอาหารประเภทอื่นที่นอกจากซูชิีดีกว่าค่ะ ตามชื่อร้านนะคะ มูเกนไดจะขึ้นชื่อทั้งซูชิและเทมปูระ ดังนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเทมปูระค่ะ ที่อยู่ในจากก็จะเป็นกุ้งและปลาหมึกค่ะ ส่วนตัวคิดว่าเทมปูระที่นี่ไม่ได้พิเศษค่ะ ชอบซูชิมากกว่าเยอะเลย มันไม่ได้กรอบอะไรมากมาย

อันต่อมานี่รู้สึกว่าพลาดมาก แอบเซ็งพนักงานที่แนะนำอาหารเรานิดนึงว่า ของแบบนี้ไม่น่าแนะนำว่าควรสั่งเลย เทมปูระไข่ค่ะ คือเราเห็นชื่อเราก็อยากรู้อ่ะนะว่ามันเป็นยังไง แล้วก้อบ้ายุตามเค้าเลยสั่งมา โอโห้ เมือเห็นและยิ่งชิม นี่มันไข่แดงทอดดีๆนี่เอง ก็ยังดีนะที่ไข่ยังเป้นยางมะตูม แต่ 160 บาทก็ไม่คุ้มอ่ะค่ะ ทอดไข่ดาวไส่แม็กกี้ที่บ้านอาจจะคุ้มกว่า อิอิ

เนื่องจากกลัวไม่อิ่มเลยสั่ง rolls มาด้วยที่นึงค่ะ รู้สึกว่าจะเป็น crispy roll เป็นไส้ scicy salmon กะกุ้งเทมปูระค่ะ ก็อร่อยดี แต่เรื่อง rolls นี่ตอนนี้ยังถูกใจ Isao ที่สุดอยู่

นอกจากนี้ยังลองสั่งโซบะมาทานด้วยค่ะ ที่นี่โซบะเย็นอร่อยดี เส้นลวกได้กำลังไม่และเกินไป ซอสโซบะก็อร่อยค่ะรสชาติกำลังดี คิดว่าก็เป็นเมนูที่น่าสั่งอีกจานนึงสำหรับคนชอบอาหารประเภทเส้นนะคะ

หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย ก็มี complimentary เล็กๆน้อยๆจากทางร้านเป็นเมลอน (ญีปุ่นทั้งคะ) หอมๆหวานๆมาให้ทานกันให้ชื่นใจค่ะ

เมื่อทานเสร็จอิ่มหนำสำราญแล้วก็เป็นอันกลับบ้านค่ะ

ใครที่อยากไปทานมูเกนได แนะนำว่า ควรโทรของหรือสอบถามล่วงหน้าว่ามีปลาอะไรเข้าอะไรหมดค่ะ เพื่อความไม่ผิดหวังในการรับประทานนะคะ

และสามารถติมตามโปรโมชั่นหรือสอบถามทางร้านได้ที่ http://www.facebook.com/mugendaibkk

หรือที่เบอร์ 02 726 9222 ค่ะ

ทาให้อร่อยกันนะคะ

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

Leave a comment

Filed under Japanese, Recommended, Taste of Bangkok

Sushi Cyu @ Eight Thonglor

สวัสดีค่ะ Imperial Teaspoon กลับมาอีกแล้ว วันนี้พามาชิมอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆแถวซอยทองหล่อกันค่ะ ร้าน Sushi Cyu เป็นร้านซูชิที่ตั้งอยู่ที่ตึก Eight Thonglor ไม่บอกก็รู้ว่าต้องตั้งอยู่ที่ทองหล่อซอยแปดแน่นอน เป็นตึกเดียวกันกับที่มี Pan Pacific ค่ะเข้าจากถนนสุขุมวิทก่อนถึงแยกตรงโออิชิจะอยู่ทางขวามือเลย สังเกตุง่ายค่ะ เข้าไปลงที่จอดรถใต้ดิน ร้านตั้งอยุ่ที่ชั้นสามค่ะ ใกล้ๆร้านตัดผม Park & Bomb สวาๆที่ชื่นชอบร้านตัดผมสไตล์เกาหลีอาจจะรู้จักดีค่ะ

ต้องขอโทษจริงๆที่ไปแล้วหิวมาก เลยไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปร้าน หรือหน้าร้านมาให้ดู ถ้ามีโอกาสไปใหม่เมื่อไหร่จะถ่ายมาเพิ่มเติมให้นะคะ แต่ขอบอกเลยว่าร้านบรรยากาศดีมากค่ะ เหมาะทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็น business dinner หรือ ทานกันเองกับครอบครัวหรือเพื่อนเพราะมีทั้งที่นั่งที่เป็นห้องส่วนตัวสไตล์ญี่ปุ่น และที่นั่งที่ Sushi bar ค่ะ

ร้านนี้มีชื่อเต็มๆว่า “Sushi Cyu & BBQ Carnival” จากชื่อก็คงรู้กันแน่ๆว่ามีอาหารสองประเภทค่ะ ซูชิและปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น ที่ร้านจะแบ่งเป็นสองโซนคือ โซนซูชิ และโซนปิ้งย่าง แต่ก็สั่งข้ามกันได้ค่ะ ถ้าใครอยากทานสองอย่างก็นั่งที่โซนปิ้งย่างได้เลย ปิ้งไปด้วยทานซูชิไปด้วย แต่ว่าถ้าไม่อยากหัวเหม็นมีกลิ่นวันกลิ่นเนื้อติดตัว ก็นั่งโซนซูชิค่ะ เดี๋ยวเค้ามีบริการย่างมาให้เสร็จสรรพ แต่อย่างว่านะคะ จะกินปิ้งย่างทั้งที ต้องทำเองสิถึงจะสะใจ

วันนี้จันสั่งมาหารเป็นเซ็ทซูชิแบบ Chef’s selection หรือ Omakase ค่ะ โดยส่วนตัวจันคิดว่าราคาค่อนข้างสมเหตุสมผลนะคะ 1380 บาท สำหรับซูชิจานนี้และซุปค่ะ

Omakase แต่ละวันก็ไม่ค่อยจะเหมือนกันเท่าไหร่ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่ามีปลาชินใดบ้าง แต่ที่แน่ๆเลยคือทุกชิ้นคือสิ่งที่อร่อยที่สุดที่เชฟตั้งใจเลือกสรรมาให้เราได้ทานค่ะ ลองดูอีกเซ็ทกันดีกว่าว่าต่างกันยังไงบ้าง

สองเซ็ทนี้ต่างกันที่คำที่สองค่ะว่าจานแรกเป็น Hirame แน่เนื่องจากในจานหลัง Hirame หมดเลยได้ Engawa (ครีบปลาตาเดียว) มาทานแทน อิอิ ของชอบพอดีเลยค่ะ

คราวนี้เรามาดูกันชัดๆดีกว่าว่าแต่ละจานเชฟให้อะไรเรามาบ้าง….. >.<

เริ่มจากชิ้นแรก โอโทโร (Otoro) ส่วนที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดของปลาทูน่าค่ะ กินแล้วต้องละลายในปากเลยดีเดียว ดูจากภายนอกลายสวยใช้ได้ค่ะ แต่ส่วนตัวจันไม่ค่อยชอบส่วนี้เท่าไหร่เพราะว่ามันยังจะมีเอ็นติด ถ้าชอบเลยเนี่ย จะเป็นส่วนสันคอมากกว่า เอ็นจะน้อยลายไขมันจะแทรกตัวอยู่กับส่วนของเนื้อปลา

ชิ้นข้างๆกันเลยคือ Hirame ไม่แน่ใจว่าภาษาไทนคือปลาอะไร ถามเชฟมาแล้วแต่ก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี ต้องขอโทษจริงๆค่ะ เนื้อของปลาชนิดนี้ ก็อคล้ายๆปลาเนื้อขาวหลายๆอย่าง จะมีความเด้งดึ๋งอยู่ ความรู้สึกเมื่อได้กินเนื้อชนิดนี้มันจะเด้งๆ เคี้ยวสนุกดี แปลกดีค่ะ ทานต่อจากโอโทโร่จะรู้สึกถึงความต่างจากชัดเจน เนื้อปลาทูน่าจะไม่เด้ง จะออกนุ่มมากกว่าในขณะที่ Hirame จะเคี้ยวแล้วดึ๋งๆ ต้องลองแล้วจะรู้ค่ะ

ชิ้นต่อมาที่มีขิงและต้นหอมสับวางอยู่ด้านบนคือ ปลาทู หรือ Aji ค่ะ เป็นปลาที่จันชอบมากๆ ชนิดนึงเลยค่ะ ความสดและกรุบกรอบของปลา ประกอบกับความหอมสดชื่นของขิงและต้นหอมสับ พอทานเข้าไปแล้วมันรู้สึกสดชื่น และ refresh รสชาติอาหารเพื่อนกินคำต่อไปได้ดีจริงๆ Aji เป็นปลาที่ไม่มันและไม่เลี่ยนเลย เนื้อแน่นไม่เละ ใครที่ไม่ชอบทางซูชืเพราะคิดว่าปลาดิบเละๆแหยะ จันอยากขอให้ลองทาน Aji ดูค่ะ ซูชิคำนี้อาจจะเปลี่ยนทรรศนคติของคุณต่อซูชิเลยทีเดียว 🙂

ข้างๆกันคำถัดไปคือกุ้งหวานแบบตัวใหญ่ (Botan Ebi) เนื้อกุ้งแน่นไม่เละ เพราะว่าอาจจะมีบางร้านที่กุ้งไม่ดีเท่าไหร่มันอาจจะเละๆ แต่ที่ Sushi Cyu ไม่และเลยค่ะ เนื้อหวานไม่มีกลิ่นคาว เชฟปั้นข้าวมาพอดีกับเนื้อกุ้ง กินแล้วดีค่ะไม่เหลือเนื้อกุ้งให้เคี้ยวเยอะไป จิ้มโชวยุแล้วอร่อยมากๆ

ซูชิไข่หวาน ทำเป็นไข่หวานสอดไส้ด้วยข้าวซูชิค่ะ จันชอบแบบนี้มาก ไข่หวานของที่นี่อร่อยค่ะ ความหวานกำลังดี ไม่มีกลิ่นไข่หลงเหลือให้แอบรู้สึกเหมือนกำลังกินไข่เจียว แต่อย่าว่าอย่างงู้นอย่างงี้เลยนะ จันยังชอบข้าวห่อสาหร่ายไส้ไข่หวานในวิลล่าแถวบ้านมากสุดอยู่ดี 79 บาทได้ตั้งสองแท่งอิ่มทั้งมือเลย ฮ่าๆๆ (ไม่ค่อยเกี่ยวกันเลย ถ้าใครบ้านอยู่แถววิลล่าอารีย์ หรือผ่านไปผ่านมาแถวนั้นลองเข้าไปในซุปเปอร์แล้วลองชิมดูค่ะ ไข่หวานกะปูอัดอร่อยจริงๆ แล้วจันชอบกินแบบให้ค้างคืนไว้หนึ่งคือแล้วค่อยกินเป็นอาหารเข้า เข้าจะจับตัวเป็นเม็ดพอดี)

ชิ้นหน้าสุดคือซูชิหอยสังข์ค่ะ เห็นด้างข้างของหอยม้วนๆอย่างงี้มันยังไม่เพิ่งตายเลยนะคะ สดมากๆ เหมือนกับว่าเซลล์เค้ายังไม่ตายยังขยับได้อยู่เลย เชฟเพิ่งแกะออกมาสดๆจากเปลือก โอยย เห็นแค่นี้จันก็แย่แล้วค่ะ ไม่อยากทานเลย แต่ไหนๆก็ได้มาแล้ว เป็น Chef’s Selection ซะด้วย ต้องทำใจลองซะหน่อยแฮะ สุดท้ายก็กินเข้าไป แต่ปรากฎว่าไม่ไหวจริงๆค่ะ เนื้อแน่นกะกรุบมาก แต่สิ่งที่แย่คือมันยังขยับในปากเราทุกครั้งที่เรากัดเนี่ยสิคะ กินไม่ได้จริงๆ สุดท้ายต้องคายออกมาค่ะ แล้วก็จะจำไว้ว่า ถ้าสั่งชุดนี้จะต้องบอกว่าทานชิ้นหอยสังข์นี่ไม่ได้จริงๆ ถ้าใครใจแข็งกับความรู้สึกนี้ได้ก็ต้องลองดูค่ะ

ถัดไปเห็นหน้าค่าตากับบ่อยๆกับเจ้าซูชิไข่หอยเม่น (Uni) แต่แหม Uni ที่นี่รูปร่างหน้าตาสวยงามน่ากินน่าทานจริงๆ ตอนที่จันโทรไปถามว่าที่นี่มี Uni สดมั้ย (ด้วยความเข้าใจที่ว่าแบบสดคือแบบที่อร่อยกว่าเหมือนของมาสะ) แต่ทางร้านก็บอกว่าไม่มีสด มีแต่แบบฟรีซ พอลองไปทานดูแบบ ฟรีซของที่ร้าน Sushi Cyu อร่อยพอๆหรืออาจจะอร่อยกว่าแบบสดของมาสะเลยค่ะ พอคุยกะเชฟก็เลยเข้าใจว่าแบบสดเนี่ยเค้าจะหมายถึงแบบที่เป็นตัวๆแล้วผ่าออกมากเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ จะเป็น freeze หมดแล้วความอร่อยก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเนื้อ Uni เอง ถ้าจะให้จันเทียบแล้ว ถ้าเป็นคนทีชอบแล้วอยากสั่งทานเยอะๆ ทานที่ Sushi Masa น่ะจะดีกว่าค่ะ คุ้มราคากว่าเยอะเลยเพราะว่าคุณภาพไม่ต่างกันมากกว่านั้น แต่ถ้าอยากจะทานที่อร่อยเลยจริงๆเนี่ย ลอง Maru ทองหล่อซอย 3 ค่ะ (คำละ 600 บาท) อร่อยแน่นอน

พ้นจากไข่หอยเม่นเราก็มาเจอกับเจ้าซูชิไข่ปลาแซลมอนกันต่อ (Ikura) ดูรูปร่างกลมๆสุกใสของไข่ปลาก็พอเดาได้แล้วว่าคุณภาพดีแน่ แล้วก็จริงอย่างที่คิด กัดเข้าไปในปากไข่ปลาค่อยๆแตกออกทีละเม็ดให้ความมันและรสเค็มที่แช่โชวยุซึมออกมาผลมกับข้าวซูชิ นี่ขนาดว่าจันไม่ค่อยชอบกิน Ikura เพราะส่วนมากจะเค็มไปหน่อย กินของร้านนี้แล้วยังชอบเลย

ให้ดู Uni กับ Ikura ชัดๆกันอีกรูปนึงค่ะ

ซูชิคำสุดท้ายในเซ็ทคือ Anago เข้าใจว่าเป็นปลาไหลทะเลค่ะ ย่างไฟอ่อนๆราสด้วยซอลปลาไหล ที่ร้านให้เนื้อปลามาเยอะมากคลุมข้าวซูชิมิดเลย ก็อร่อยอีกเหมือนเคย แต่จันคิดว่าซูชิประเภทนี้อร่อยง่ายค่ะ น้ำปลาไหลหวานๆก็อร่อยละ ฮ่าๆ

นอกจากซูชิทั้งหมดที่ให้นำเสนอให้ดูกัน เซ็ท Omakase นี้ยังมีข้าวปั้นให้เรากินกันตาย กลัวไม่อิ่มกันอีกค่ะ สิ่งที่มาคู่กับเซ็ทนี้คือข้าวห่อสาหร่ายไส่ Negitoro หรือว่าปลาโทโร่สับกับต้นหอมค่ะ คนชอบ Negitoro คงน้ำลายสอกันละ แต่ว่าจันไม่ชอบกลิ่นต้นหอมค่ะเลยเฉยๆกินยังไงก็ไม่ชอบอยู่ดี

และนี่ก็คือหมดเซ็ท Omakase ของ Sushi Cyu แล้วค่ะ ต่อจากนี้เรามาดูเซ็ทถัดไปที่จันสั่งดีกว่าค่ะ เป็น Sushi Set ที่รองลองมาจาก Omakase คือ Superior Set ราคา 980 บาท ซึ่งมีหน้าตาดังนี้ค่ะ

ดูอลังการงานสร้างไม่แพ้กับเช็ทแรกเลยนะคะ ลองมาดูใกล้กันดีกว่าว่าประกอบไปด้วยซูชิชนิดไหนบ้าง

ชิ้นแรกของจานนี้คือชูโทโร่ (Chutoro) ลองสังเกตุดูดีๆชูโทโร่ชิ้นน้จะดูแปลกๆอยู่นิดนึง ตรงส่วนปลายดูไม่มีมันดูไม่ต่างจากอาคามิซึ่งคือเนื้อปลาทูน่าธรรมดาเลยแฮะ จันคิดว่าคงตัดเนื้อปลามาเกินมั้งคะ ถึงหน้าตาจะไม่สวยเท่าไหร่แต่พอลองชิมแล้วอร่อยใช่ย่อยเลยค่ะ หลังจากที่จันทางทานเทียบดูทั้งโอโทโร่และชูโทโร่ ปรากฎว่าชอบชูโทโร่มากกว่าแฮะ คงจะเป็นเพราะไม่มันจนเกินไปค่ะ

ชิ้นต่อมาที่เห็นข้างๆกันก็คือครีบปลาตาเดียว (Engawa) วิธีการทำก็น่าจะคล้ายๆกับร้านอื่นๆคือเผาไฟอ่อนๆให้มีกลิ่นหอมและเนื้อสุกนิดหน่อย แต่ว่าแทนที่ลูกค้าจะต้องนำมาจิ้มน้ำจิ้มพอนซูเอง เชฟได้วางหัวไชเท้าบดและราดด้วยน้ำจิ้มพอนซูมาแล้วเรียบร้อย คุณภาพของ Engawa ที่นี่ถือว่าดีใช้ได้ค่ะ กรุบๆมันๆ แล่มาชิ้นบางๆซึ่งทำให้เวลาทานกับข้าวซูชิแล้วละลายหมดไปพร้อมกันพอดี (บางทีของมาสะเชฟใจดีให้เยอะมาก ชิ้นหนา และถ้าย่างไม่สุกดีจะเหลืออยู่ในปากก่อนข้าวหมด รสชาติจะไม่เข้ากันเท่าไหร่ แต่ว่าถ้าวันไหนมาสะทำได้พอดี จันชอบแบบที่มาสะมากกว่าค่ะ)

ชิ้นแดงๆด้านซ้ายนี่คือ Akami หรือเนื้อปลาทูน่าค่ะ สีสวยั้ยคะ แดงสดดูน่าทานจังเลย เป็นเนื้อที่ดีค่ะ ไม่มีไขมันแทรกให้เห็น กินแล้วจะไม่ค่อยรู้สึกเลี่ยนเท่าไหร่

คำถัดมาคือหอยเชลล์ค่ะ เนื้อหอยหวานมากกกกกกกก อยากให้ได้ลองจริงๆ หอยเชลล์ที่นี่สดค่ะไม่ต้องเอาไปย่างไฟอ่อนๆก็กินได้เลย และเนื่องจากเชฟตัดมาชิ้นไม่หนากินแล้วเลยไม่รู้สึกหยุ่นๆในปากทำให้กินง่ายขึ้นอีกเป็นกองค่ะ

ชิ้นนี้จำได้ว่าอร่อยดีค่ะ แต่ต้องขอโทษผู้อื่นทุกท่าจริงๆเพราะว่าจันจำไม่ได้เลยว่าปลาชิ้นนี้คือปลาอะไร ขอติดไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยวจะไปตามหาคำตอบมาให้เมื่อมีโอกาสได้ไปทานใหม่

และแล้วก็มาถึงปลาหมึก (Ika) ของโปรดของเรา ตั้งแต่ตอนที่เชฟเตรียมอาหารอยู่แล้ว จันเห็นแล้วที่ใจมากเลยค่ะที่เชฟตัดปลาหมึกให้เป็นเส้นบางๆอยา่งงี้ ชอยมากๆๆๆ เพราะว่าปลาหมึกเป็นเนื้อที่เหนียวอยู่แล้ว ถ้าเสิร์ฟแบบเป็นชิ้นแล้วหั่นหนาเกินไป (ซึ่งเกิดขึ้นกับร้านซูชิในเมืองไทยหลายๆร้าน) จะทำให้เคี้ยวไม่ขาดทานไม่อร่อยเลยค่ะ แต่พอหั่นเป็นเส้นบางๆอย่างงี้แล้ว ทานง่ายมาก ชอบจังเลย

Ikura ก็เหมือนกันกับในเซ็ทด้านบนค่ะ

ถึงจะเป็นเซ็ทที่ราคาย่อมเยาว์ลงมาหน่อย แต่เชฟก็คงกลัวเราไม่อิ่มเลยมีข้าวห่อสาหร่ายมาให้กินกันตายอีกเช่นกัน แต่สำหรับเซ็ทนี้เป็น tuna roll หรือ Akami นั่งเองค่ะ เราก็กินอร่อยเลยเพราะชอบมากกว่า negitory อยู่แล้ว (ความชอบไม่เกี่ยวกับราคา หรือความแพวของอาหารค่ะ 🙂 )

เป็นภาพ Close up ของซูชิที่อยากให้ดูใกล้ๆกันค่ะ ขนาดของซูชิที่นี่จะข้อนข้างเล็ก ถือว่าทานพอดีคำค่ะ จันชอบ และเท่าที่จำได้ก็คิดว่าร้านนี้เนี่นละปั้นไซส์ใกล้เคียงกับ Kyubei ที่ทานที่ญี่ปุ่นที่สุดแล้ว ส่วนตัวจันคิดว่าการปั้นซูชิคำเล็กๆประมาณนี้เหมาะสุดสำหรับการกินค่ะ ผู้รับประทานจะได้รับรู้รสชาติของอาหารอย่างพอเหมาะ อย่าลืมกันนะคะ ว่าซูชิไม่ได้อยู่ที่ปลาดีอย่างเดียว ทั้งอุณหภูมิ การเตรียม รสชาติข้าวซูชิ ความลงตัวของปริมาณข้าวและปลา ทุกอย่างถ้าสอดคล้องจันจะทำให้ได้ซูชิรสเลิศออกมากค่ะ (พูดตามการ์ตูนเจ้าหนูซูชิที่เพิ่งอ่านเลยนะเนี่ย กำลังอินค่ะ ฮ่าๆ)

หลังจากที่ทานเซ็ทหมดกันและ ก็ยังไม่พอค่ะ อยากทาน Engawa ต่อก็เลยสั่งมาอีกสองคำ กินให้จุใจกันไปเลย

เพื่อความอิ่มสมบูรณ์ของมื้อเย็นเรา ก็เลยลองสั่งโซบะเย็นซะหน่อย เส้นลวกออกมาสุกกำลังดีค่ะ ไม่สุกเกินไปทำให้มีความรู้สึกหนึบๆอยู่ แต่ว่าข้อผิดพลาดของที่นี่คือเอุณหภูมิของเส้นมันไม่เย็นค่ะ เป็นเหมือนอุณหภูมิห้องปกติ ซึ่งจันคิดว่าสิ่งที่ผู้สั่งโซบะเย็นคาดหัวงคือความเย็นของเส้นให้รู้สึกสดชื่น ไม่ฝใช่พึ่งพาอาศัยความเย็นของซอสโซบะเพียงอย่างเดียวค่ะ ถ้าเทียบแล้วโซบะเย็นที่ Maru ยังเป็นที่หนึ่งอยู่ค่ะ

หลังจากอ่านรีวิวฉบับนี้แล้ว ถ้าใครสนใจอยากทานซูชิคิว ลองเข้าไปชมเว็ปไซต์ของร้านได้ที่ http://www.sushicyu.com/english.htm

ร้านมีสองสาขา สาขาแรกอยู่ที่ชั้นสาม อาคาร All seasons place ถนนวิทยุ โทร 02 251 1995 และอีกที่อยู่ที่ตึก Eight Thonglor โทร 02 713 8312 ค่t ลองโทรสอบถามวันที่ปลาเข้าก่อนนะคะ จะได้ไม่มีสิ่งที่อยากทานหมดค่ะ แต่ที่จริงแล้วร้านนี้ปลาเข้าบ่อยค่ะ อาทิตย์ละสามครั้งโดยประมาณคือ อังคาร ศุกร์ และอาทิตย์

ถ้าลองแล้วมีข้อเสนอแนะ หรือติชมอะไรเพิ่มเติมก็รบกวนเล่าสู่กันฟังนะคะ จันจะได้เก็บไว้เป้นข้อมูลเพื่อพัฒนารีวิวของ Imperial Teaspoon ต่อไปค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

Leave a comment

Filed under Asian, Japanese, Recommended, Restaurant Review, Taste of Bangkok

ลองชิมกุ๊ยช่ายเจ๊อี่ (พระราม 4)….หลังจากที่รอนาน 10 เดือน

คิดว่าหลายๆคนคงจะเคยได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกัยกุ๊ยช่ายที่ต้องรอนานครึ่งค่อนปี จันก้อเป็นคนนึงที่เคยได้ยินได้เห็นทั้งจากรายการโทรทัศน์และเว็ปต่างๆ เช่น พันธ์พิทย์ และบล็อกของคนอื่นๆ จากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับรวมกับรูปที่น่ากินของกุ๊ยช่ายเจ๊อี่ เปลี่ยนกลายเป็นความอยากรู้อยากเห็นว่ามันจะอร่อยแค่ไหนเชียวนะ และเมื่อสิบเดือนที่แล้วจันก็ได้โทรไปตามเบอร์ของที่ร้านเพื่อจองกุ๊ยช่าย ตอนที่อ่านๆในกระทู้และรีวิวของนักชิมท่านอื่น เห็นเค้าบอกกันว่า เราแค่ หกถึงแปดเดือน ทำไมเราโทรไปมันต้องรอตั้งสิบเดือนล่ะเนี่ย T_T ไม่เป็นไร เอาไงเอากัน ไหนๆโทรไปแล้วสิบเดือนก้อสิบเดือน รอก็ได้ไม่เป็นไร ว่าแล้วก็ดำเนินการสั้งกุ๊ยช่ายสามไส้คือ ไส้กุ๊ยช่ายหมู ไส้หน่อไม้ และไส้เผือก จำนวนรวมกันทั้งสิ้น 120 ลูก และได้บันทึกวันรับอีกสิบเดือนให้หลังไว้ทันที

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง ทุกคนตามมาดูกันดีกว่าค่ะว่าหน้าตากุ๊ยช่ายสิบเดือนเนี่ย เป็นยังไง 🙂

อยู่ในกล่องหน้ารวมไว้ทั้งสามไส้ที่สั่งไป (จากซ้ายไปขวา) หน่อไม้ เผือกกุ้งแห้ง และกุ๊ยช่ายหมูค่ะ

ให้ดูชัดๆกันอีกรูปนึงค่ะ นี่ขนาดว่ายังไม่ได้หั่นออกมาให้เห็นไส้ข้างในยังรู้เลยว่าใส่แบบไม่หวงไส้เลย (แหงล่ะลูกละตั้งสิบบาทแน่ะ จะใส่ไส้น้อยได้ไง)

แง้มดูอันแรกกันเลยดีกว่า ไส้หน่อไม้ค่ะ เป็นกุ๊ยช่ายไส้หน่อไม้ที่ทำดีมากๆเลยทีเดียวค่ะ หน่อไม้ล้างสะอาดไม่มีกลิ่น เลือกแต่เส้นที่ดีๆมา นิ่มกรุมกรอบ ไม่แข็ง ไม่มีส่วนไม่ดีสากๆลิ้น รสชาติหน่อไม้ผัดก็อร่อยมาก ชอบจังเลย ^_^

อันนี้ไส้กุ๊ยช่ายค่ะ กุ๊ยช่ายผัดกับหมูชิ้นเล็กๆ หอมอร่อยมากค่ะ ลองสังเกตุที่แป้งดูดีๆนะคะ บางเฉียบขนาดนี้แต่ว่าเหนียวนุ่มเคี้ยวหนุบๆพอดีเลยค่ะ ส่วนชิ้นข้างหลังคือไส้เผือกและกุ้งแห้งค่ะ ความพิเศษของไส้นี้คือที่ร้านจะผสมเผือกไปกับแป้งนวดเข้ากันแล้วขูดให้เป็นฝอยๆและโรยด้วยกุ้งแห้งและถั่วลิสงก่อนจะนำไปนึ่งค่ะ แปลกดีไม่เคยกินมาก่อนเลย โดยรวมจันว่าไส้นี้อร่อยสุดเลยค่ะ (แต่ก็อร่อยทุกไส้เลยนะ)

สรุปแล้ว ก็เป็นกุ๊ยช่ายที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาค่ะ แต่ถ้าถามว่าคาดหวังไว้เยอะมั้ย ก็รสชาติเป็นไปตามคาดนะคะ กุ๊ยช่ายคือกุ๊ยช่าย มันอร่อยได้แต่ก็คงมีลิมิต คงไม่สามารถที่จะกินแล้วอร่อยน้ำตาไหลเลยขนาดนั้น

ใครอยากลองทานและมีความอดทนพอที่จะรอ 10 เดือน ++ สามารถโทรจองได้ที่ 02 240 2766 ค่ะ

ถ้าได้ลองชิมแล้วมาแชร์กันนะคะว่าอร่อยถูกใจสมกับที่รอคอยกันมั้ย

2 Comments

Filed under Chinese, Recommended, Taste of Bangkok, Thai

อาหารเตาถ่านที่ “เจ๊ไฝ” ประตูผี

สวัสดีค่ะ คืนนี้ขอเป็น Quick Review สั้งอาหารอย่างเดียว ร้านที่จะมารีวิวให้ดูวันนี้คือ เจ๊ไฝ ประตูผี จันเชื่อว่าหลายๆคนคงจะหุ้นหูกับชื่อร้านนี้อยู่แล้วค่ะ เป็นร้านเก่าแก่ในย่านประตูผีที่ทำอาหารทุกเมนูด้วยเตาถ่าน ไม่ว่าจะเป็น ผัด ทอก ต้ม และอื่นๆอีกมากมายก็จะให้เตาถ่านทำทั้งสิ้น อีกอย่างหนึ่งทำขึ้นชื่อสำหรับเจ๊ไฝคือความใหญ่ของอาหารทะเลไม่ว่าจะเป็น กุ้ง ปู ปลาหมึก ทุกอย่างจะสดและชิ้นใหญ่ตัวใหญ่ทั้งนั้น (แต่มันก็ตามมากับราคานะคะ ราคาอาหารของที่นี่ค่อนข้างจะแพงอยู่เอาการ แต่ราชาติดีจันว่าก็คุ้มค่ะ)

อาหารที่เราชอบของร้านนี้ก็จะมี โจ๊กแห้ง บะหมี่ผัดซีอิ้ว หมูทอดหระเทียม ราดหน้ากรอบ แต่สิ่งที่จะรีวิวในวันนี้คงมีเพียงอย่างเดียวคือ บะหมี่ผัดซีอิ้วค่ะ เนื่องจากตอนไปทานรู้สึกอิ่มๆอืดๆนิดหน่อยเลยไม่ได้สั่งอะไรมาก ไว้ถ้ามีโอกาสจะมารีวิวอาหารเพิ่มเติมให้นะคะ

อีกรูปนึงแบบเปิดออกมาดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่ใต้กุ้ง

ที่จันสั่งเป็นบะหมี่ราดหน้ารวม จะเป็นเส้นบะหมี่ผัดหอมๆห่อด้วยไข่และหมู กุ้ง ปู และปลาหมึก อร่อยมากๆๆ เครื่องเยอะสุดๆ ใครที่ชอบกินเครื่องคงจะจุใจเลยล่ะค่ะ

ร้านเจ๊ไฝจะอยู่ติดกับผัดไทยประตูผีเลยค่ะ ถ้าเลี้ยวรถมาจากทางภูเขาทองจะสามารถจอดรถได้ที่ปั้ม Esso ค่ะ จะถึงก่อนแล้วเดินมานิดนึงก็ถึงร้านเลยค่ะ

ร้านนี้เค้าอร่อยหลายอย่าง ถ้าใครลองไปชิมรับรองไม่เสียใจแน่นอน!!!

Leave a comment

Filed under Asian, Chinese, Recommended, Street Foodies, Taste of Bangkok, Thai

SALT @ Soi Aree

ถ้าพูดถึงร้านอาหารฟิวชั่นในย่านซอยอารีย์แล้ว ร้านแรกที่ทุกคนจะนึกถึงคงหนีไม่พ้นร้าน Pla-Dib ที่ฮ็อตฮิตมานานนม แต่ว่ามันนี้จันมีร้านอาหารฟิวชั่นน้องใหม่แถวซอยอารีย์มาแนะนำค่ะ “SALT” เสิร์ฟอาหารฟิวชั่น ไทย ญีปุ่น และ ฝรั่ง ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ในร้านอาหารที่มีบรรยากาศโล่งสบายแต่ก็สนุกไปด้วยเสียงเพลงจากดีเจประจำร้าน เหมาะกับการนั่งสังสรรค์กับเพื่อนๆเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ SALT ยังมีบาร์ที่บริการเครื่องดื่มทุกประเภทไม่ว่าจะมีหรือไม่มีแอลกอฮอลล์ ตั้งแต่ น้ำผลไม้ปั่น mocktail cocktail wine beer etc.

ส่วนอาหารที่จันเลือกมาทานในวันนี้ได้แก่….

Uni หรือซูชิไข่หอยเม่น อย่างที่ไอ้บอกไปตอนต้นว่าร้านนี้เป็นฟิวชั่นของญี่ปุ่นไทยฝรั่ง ดังนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างแน่นอนคือ ซูชิ ซึ่งเมนูที่จันสั่งมาในวันนี้คือไข่หอยเม่น แต่ว่าร้านนี้ไม่ได้เสิร์ฟไข่หอนเม่นสดเหมือนที่ซูชิมาสะ แต่จะเป็นแบบที่ฟรีซมา ซึ่งแม้ว่าจะเป็นของฟรีซแต่รสชาติใช้ได้ไม่มีกลิ่นคาวที่ไม่พึงประสงค์ และข้าวซูชิก็ใช้ได้เหมือนกันไม่แข็งหรือแฉะจนเกินไป โดยรวมแล้วก็ผ่านเลยค่ะ

ไหนๆก็จะสั่งญี่ปุ่นซักหน่อยละ ลองทาน “แซลมอนในซอสญี่ปุ่นซักหน่อย” เป็นแซลมอลดิบแล่บางๆแล้วมาประดิษฐ์เป็นดอกกุหลาบราดมาในซอสงาญีปุ่น (ที่เรารู้สึกว่าเหมือนน้ำสลัดงาแบบใส) อันนี้จานเล็กหน่อย ถ้ามากันหลายคนถ้าจะให้ได้ทานกันครบทุกคนคงตั้งสั่งสองที่ค่ะ

ซุปเห็ดทรัฟเฟิล – เห็นเป็นฟองๆอย่างงี้แต่ว่าน้ำข้างในเป็นน้ำใสๆไม่ข้น ระดับความใสพอๆกับแกงจืดเลยซดได้สบายค่ะ จันคิดว่าคงเหมือนหลายๆร้านที่เนื่องจากเห็ดทรัฟเฟิลเป็นเห็ดราคาค่อนข้างจะสูง ซุปทรัฟเฟิลส่วนมากจึงไม่ได้ทำจากทรัฟเฟิลจริงๆ อาจจะเป็นแค่ใส่น้ำมันหรือว่าเนื้อสับๆเล็กๆน้อยๆให้พอมีกลิ่น แต่ก็จะใช้เห็ดชนิดอื่นเป็นส่วนประกอบ ที่นี่ก็เหมือนกันค่ะ ในซุปก็จะมีเห็ดชนิดอื่นประกอบอยู่แต่ก็จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆของทรัฟเฟิล

รายการต่อไปคือยากิโซบะกะเพรากุ้งสับ – วันนี้เหมือนแอบอยากทานกะเพราะกัน และเมนูกะเพราในร้านมีอยู่สองอย่างคือ ยากิโซบะกะเพรากุ้งสับ กับ ข้าวญี่ปุ่นกะเพราะเนื้อวากิวสับเสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม เลือกๆคิดๆอยู่นานสุดท้ายจบลงด้วยยากิโซบะซึ่งออกมาจันขอบอกว่าประทับใจมา จานนี้ recommend เลยจริงๆค่ะ เส้นยากิโซบะที่มีรสชาติคล้ายๆเส้นมาม่า ผัดกับกะเพรากุ้งสับที่เผ็ดร้อนแต่หอมโดนใจ รวมกันเป็น combination ที่ดีมาก ถ้าจะให้บรรยายคงเหมือนกับทานมาม่าผัดขี้เมาเลยล่ะ สรุปแล้วถูกใจสุด

และแล้วสุดท้าย สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ พิซซ่าค่ะ ตอนแรกเดินเข้าร้านมาด้วยความรู้สึกที่ไม่หิวมาก แล้วก็เซ็งๆหน่อยเพราะว่าฝนตกแล้วตัวเปียกกันหมด ปรากฎว่าระหว่างที่เลือกอาหารกันอยู่โต๊ะข้างๆสั่งพิซซ่ามาดูน่ากินมากกกกก ด้วยความที่จันเป็นพวก pizza addict ไปที่ไหนถ้ามีพิซซ่าจะต้องสั่งกินเสมอ พอเห็นปุ๊บก็เลยเปิดเมนูพิซซ่าดู และลองสั่งมาถาดนึงเบ่งสองหน้าคือ parma ham & mascarpone และ funghi & garlic ตอนที่สั่งมาตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมากจริงๆค่ะ คิดว่าก็คงเรื่อยเพราะร้านอาหารฟิวชั่นแบบนั่งๆแล้วเสิร์ฟแอลกอฮอลคงไม่ได้เน้นจะทำพิซซ่าให้อร่อยมากมายเหมือนอย่าง pizzeria italian และจันก็คิดผิดค่ะ พิซซ่าของที่นี่พูดได้ว่าอร่อยค่อนข้างมาก แม้ว่าถาดจะเล็ก (ปรพมาจานข้าวขนาดกลาง) แต่ความอร่อยไม่เป็นรองใครจริงๆ อบด้วยความร้อนที่เหมาะ ชีสเยิ้มๆละลายเข้ากัน พาร์ม่าแฮมที่ใช้ก็เป็นของดี ไม่มีกลิ่นเหม็นหรือเหนียมเกินไป ส่วนหน้ากระเทียมและเห็ดก็อร่อย เราว่าร้านพิซซ่าหลายๆร้านยังทำได้แพ้ที่นี่เลยค่ะ และความลับของความอร่อยก็ถูกเปิดเผยเมื่อเราเดินออกไปด้านนอกแล้วเจอเตาอบพิซซ่าที่มีไฟแรงลุกโชนออกมา เพราะความพิถึพิถันเรื่องการอบอย่างงี้นี่เองที่ทำให้พิซซ่าของที่นี่อร่อยไม่แพ้ร้านไหนๆเลย 🙂 คิดแล้วดีใจจัง มีพิซซ่าอร่อยๆทานแถวบ้านแล้ว

นอกจากอาหารทั้งหลาย ที่นี่ยังมี mussel & oyster bar ให้เลือกทานพร้อมกับจิมแชมเปญไปด้วย..

และนี่คือรูปบรรยากาศของร้านค่ะ ที่จริงร้านยังมีที่นั่งอีกห้องนึงอยู่ด้านหลัง และมีที่นั่ง outdoor อีกด้วยค่ะ

ถ้าใครสนใจร้าน SALT ตั้งอยู่ที่ซอยอารีย์ (พหลโยธินซอย 7) สามารถเดินทางมาได้ทาง BTS และลงที่สถานีอารีย์ได้ค่ะ นั่งรถหรือเดินต่อเข้ามาเรื่อยๆประมาณสองร้อยเมตร เลยคอนโดนโนเบิลมาหน่อยจะอยู่ด้านซ้ายมีค่ะ ประมาณใกล้ๆปากซอยอารีย์ 4

ถ้าจะมาในช่วงเวลาอาหารเย็นจันโดยเฉพาะวันศุกร์ – เสาร์ จันแนะนำให้โทรจองเลยค่ะ ที่เบอร์ 02-619-6886 ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่หกโมงเย็น – เที่ยงคืนค่ะ

4 Comments

Filed under Asian, Chill Out, Drinks, Fusion, Italian, Japanese, Recommended, Taste of Bangkok, Thai

FEI YA @ Renaissance Hotel

รีวิวคราวนี้มาเยือนร้านอาหารจีนกันบ้าง และร้านที่จันพามาแนะนำวันนี้คือห้องอาหาร Fei Ya แห่งโรงแรมเรอเนซองส์ (Renaissance Hotel) ใกล้ๆกับแยกราชประสงค์ ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องสารพัดเป็ด มีเป็ดเป็นเมนูอาหารแนะนำหลายอย่าง ทั้งปิ้ง ย่าง ผัด ทอด ฯลฯ นอกจากที่จะขึ้นชื่อด้านเป็ดแล้ว ส่วนตัวจันคิดว่าติ่มซำ (โดยเฉพาะของนึ่ง) ของที่นี่อร่อยมาก ยิ่งพวกฮะเก๋า ขนมจีบ ต่างๆอร่อยมากๆ

เหมือนอย่างที่บอกไปเมื่อกี้ค่ะ เป็นเป็นของขึ้นชื่อของ Fei Ya เพราะฉนั้นแม้กระทั่งของตกแต่งประจำโต๊ะยังเป็นรูปเป็ดเลย

 

เห็ดชุมแป้งทอดซอสมายองเนส จานนี้เป็นเมนูโปรดจันค่ะ คนที่ชอบของทอดเปรี้ยวๆหวานๆต้องไม่พลาดค่ะ ที่จริงรสชาติมันก้อธรรมดาไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ข้อดีคือ มายองเนสไม่เยอะเกินไป เนียนๆคลุกเค้ากับเห็ดทอดแบบกำลังดี – บางที่จะชอบใสมาเยอะเกินไปจนทานไม่อร่อยเลย

ยำแมงกะพรุน – ตามแบบฉบับออร์เดิร์ฟเย็นของอาหารจีน แมงกระพรุนยำคลุกเคล้าน้ำมันงา ไม่ได้เด็ดที่สุดแต่ทานได้เรื่อยๆ

 

ไก่แช่เหล้า – ทำได้รสชาติกำลังดีกลิ่นเหล้าไมม่แรงจนเกินไป อุณหภูมิของอาหารก็ดี ไม่เย็นชืด ส่วนไก่ที่เสิร์ฟชิ้นพอดีคำการต้มไม่เหนียวไม่แห้ง

 

ปอเปี๊ยะไส้มะม่วง – อันนี้แปลกหน่อย มองดูข้างนอกเหมือนจะเป็นปอเปี๊ยะทอดธรรมดาๆ แต่ว่ากัดดูออกมาแล้วมันเป็นไส้มะม่วงผสมกับกุ้งสับ และมายองเนส เปรี้ยวๆหวานๆ

 

ขนมจีบปู – และแล้วก็มาถึงเมนูของนึงซะที ขนมจีบปู้ลูกใหญ่มาก จันว่าทานแค่คนละไม่กี่ลูกก็อิ่มละคะ เนื้อปูผสม น่าจะหมูนิดหน่อย อร่อยมากๆๆๆ

ฮะเก๋ากุ้ง – เข่งนี้เป็นอีกหนึ่งเมนูสุดโปรดที่ร้านนี้เลยค่ะ แป้งใสๆกำลังดี ไม่หนาหรือไม่บางเกินไป นึ่งมาได้อย่างเรียบร้อยเวลาคีบไม่ติดไม่แตกออกจากกัน ถ้าจะให้ติดก็คงต้งอติว่าลูกใหญ่ไปหน่อย ต้องแบ่งทานสองคำ

ฮะเก๋าอะไรซักอย่างจำชื่อไม่ได้ ใส้ก็จะคล้ายๆกับฮะเก๋าธรรมดาเนี่ยล่ะค่ะ แต่ว่าจะผสมผักและด้านบนมีหูฉลามวางอยู่ (แต่เรารุ้สึกว่าไม่ได้ให้รสอะไรเลย)

ปลาเก๋านึ่งวุ้นเส้นกระเทียม – อันนี้ไร้เทียมทานค่ะ เป็นสิ่งที่เราชอบที่สุดในร้านเลย ปลานึ่งมาในชิ้นกินง่ายพอดีคำ วุ้นเส้นเส้นเหนียวดีไม่อืดไม่เละจนเกินไป นึ่งกับซีอิ้วหอมๆและกระเทียบสับ อร่อยสุดๆค่ะ

ซาลาเปาไส้ครีม – เราว่าไม่ได้โดดเด่นอะไรค่ะ แต่อย่างว่า ร้านไหนมันจะทำอร่อยไปหมดซะทุกอย่าง :p

ซาลาเปาไส้หมูแดงแบบโชว์ไส้ค่ะ

และแล้ว…………ก็ถึงเวลาของดังของร้านค่ะ “เป็ดปักกิ่ง”

 

ความพิเศษของเป็ดที่นี่คือ น้ำจิ้มจะไม่เหมือนน้ำจิ้มเป็ดปักกิ่งทั่วๆไป แต่จะมีเครื่องเคียงอย่างอื่นที่เราเลือกใส่ได้เช่น กระเทียมและลำไยอบแห้งค่ะ (แต่เอาจริงๆนะคะ เราว่าเป็ดที่นี่อร่อยค่ะ แต่ไม่ใช่ที่สุด – ถ้าวัดระดับความอร่อยแล้ว ดีไม่ดีติ่มซำพวกของนึ่งน่าจะอร่อยกว่า)

 

นี่เป็นหนึ่งในเมนูเนื้อเป็ดที่เหลือของเป็ดปักกิ้งค่ะ “เป็ดทอดกระเทียม” เราว่ารสจัดไปหน่อยนะ ต้องทานกับข้าว ทานเดี่ยวๆมันรู้สึกเยอะๆไปหน่อย

ข้าวผัดเป็ด เป็นอีกหนึ่งเมนูเนื้อเป็ดที่เหลือ แปลกดีมั้ย มีข้าวตังกรอบๆโรยด้านข้างด้วย

ราดหน้าปลาเต้าซี่ – หลายๆคนชอบค่ะ แต่จันไม่ค่อยชอบรสชาติแบบนี้เท่าไหร่ ส่วนคนที่ชอบเช่าน้องที่พี่ทานด้วยกันที่โซ้ยคนเดียวเกือยหมดจานเลย ทั้งๆที่มาเป้นอย่างสุดท้ายแล้วนะ กินเก่งจริงๆ 😛

 ของหวานของที่นี่ก็มีอยุ่ไม่กี่อย่าง เราว่ามันดูแปลกๆยังไงก้อไม่รู่ค่ะ

เยลลี่ตะไคร้ ราดซอสมะนาว เปรี้ยวมากๆๆๆๆแต่ก็ล้างคาวอาหารที่ทานมาได้เป็นอย่างดี

พุดดิ้งมะม่วง (จันชอบ Mango Tango มากกว่าค่ะ)

สรุป โดยรวมร้านนี่จันว่าเป็นร้านอาหารจีนที่ดีเลยค่ะ บรรยากาศโอเค ติ่มซำอร่อย อาหารอย่างอื่นก็รสชาติให้ได้อยู่ในระดับดี บริการก็ดี ถึงแม้ว่าร้านจะยุ่งแต่พนักงานก็เอาใจใส่ลูกค้าดีค่ะ

คนที่สนใจ Fei Ya ให้คุณเลือกทานได้ไม่ว่าจะเป็น Buffet หรือ A La Carte แล้วแต่ควาต้องการค่ะ Buffet ก็จะตกอยู่ที่ราคาประมาณ 600 กว่าบาทสำหรับวันธรรมดา ส่วนวันเสาร์อาทิตย์จะประมาณ 800 กว่าบาทค่ะ  ซึ่งเราว่าถ้าไปทานวันธรรมดาสำหรับคนที่ทานเยอะคุ้มมากเลยนะคะ  เพราะราคานี้เค้ารวมน้ำชา และมีข้าวผัดกับซุปให้ด้วย แค่ค่าน้ำชาก็ 160 แล้วค่ะ ส่วนเสาร์อาทิตย์ที่แพงขึ้นเพราะว่าจะมีหูฉลามให้ด้วยค่ะ (ติ่มซำปกติราคาประมาณ 70 – 100 บาทค่ะ)

นอกจากนี้ นักชิมทั้งหลายที่มีบัตรสมาชิกชองโรงแรมในเครือ Marriott สามารถลดค่าอาหารที่นี่ได้ 20 เปอร์เซนต์ค่ะ (แต่ต้องเป็นไปตามคอนดิชั่นอื่นๆอีกนะคะ ว่าทานเป็น buffet/a la cart)

แต่ต้องขอเตือนไว้เลยนะคะ สำหรับคนที่แพลนจะไปทานวันเสาร์อาทิตย์ควรจะโทรจองล่วงหน้าค่ะ ยิ่งพวกวันหยุดนักขัตฤกษ์ยิ่งแล้วใหญ่ เต็มตลอดเวลาเลยค่ะ

Location: Fei Ya, 3rd Floor Renaissance Hotel

Tel:  02-125-5000

1 Comment

Filed under Asian, Chinese, Recommended, Taste of Bangkok