Category Archives: Restaurant Review

ข้าวหมูกรอบ(เจ้าเก่า)สามย่าน

เที่ยงแล้วหิวกันรึยังคะ ใครที่ยังไม่รู้่าจะออกไปทานข้าวกลางวันที่ไหนดี วันนี้ของเปลี่ยนบรรยากาศจากซูชิที่โชว์ให้ดูติดกันหลายร้านมาเป็นอาหารง่ายๆของโปรดจันดีกว่าค่ะ หลายๆท่านที่ติดตามบล็อกอยู่คงจำได้ว่าจันเคยเขียนบล็อกเกี่ยวกับร้านข้าวหมูกรอบร้านโปรดที่ซอยรางน้ำไป วันนี้ขออนุญาตมาแนะนำร้านอีกร้านหนึ่งที่อร่อยไม่แพ้กันเลยค่ะ หลายๆคนที่เรียนหรือทำงานแถวๆจุฬา-สามย่านคงจะรู้จักกันดีว่าในแถวตลาดสามย่าน(เก่า) นั้นมีข้าวหมูกรอบเจ้าอร่อยอยู่ร้านนึง คือร้านข้าวหมูกรอบสามย่าน (เจ้าเก่า)

ที่ตั้งร้านนี้จะอยู่ในซอยแถวๆตลาดสามย่านเก่าที่ตอนนี้ถูกทุบทิ้งไป (เดี๋ยวจะไปหาชื่อซอยมาให้นะคะ) จะมีร้านขายอาหารรวมซึ่งมีทั้ง เกาเหลา ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู สุกี้น้ำและแห้ง รวมกันอยุ่ในที่เดียวกัน ถ้าเจอร้านรวมนั้นเดินเข้ามาในซอยไม่ประมาณสามถึงห้าคูหาห้องแถวจะเจอร้านข้าวหมูกรอบที่ว่านี่เองค่ะ สังเกตุได้ว่าจะมีป้ายร้านและตู้หมูกรอบซึ่งเป็นตู้ไม้ดูเก่าๆขลังๆหน่อยอยู่ด้านหน้าเลยค่ะ เฮียเจ้าของร้านจะท้วมๆตี๋ๆ อัธยาศัยดีต้อนรับลูดค้าอยู่ตลอดเวลา เมื่อนั่งลงในร้าน(หรือด้านหน้าร้านแล้ว) ก็จะเจอกับหมูกรอบสุดอร่อยตามภาพด้านล่างนี้เลยค่ะ

เห็นหั่นมาชิ้นเล็กๆอย่างนี้แต่ก็กรอบอย่าบอกใครเลยนะคะ แต่ว่าถ้าใครที่อยากทานหนังกรอบๆ เยอะๆ เนี่ยจันแนะนำว่าลองไปทานที่ข้าวหมูกรอบปฐมเลิศรสที่ซอยรางน้ำอาจจะชอบกว่า เพราะที่นั่นให้หมูตรงส่วนที่เป็นหนังกรอบๆมาแบบจุใจจริงๆ ส่วนในเรื่องของน้ำราดหมูกรอบแล้ว จันรู้สึกว่าที่นี่รสชาติกลมกล่อมอร่อยกว่าหน่อยค่ะ ที่รางน้ำจะออกเค็มๆกว่า ถึงแม้ว่าที่สามย่านนี่หมูจะชิ้นดูค่อนข้างเล็ก แต่ว่ากินกับข้าวและน้ำราดหมูแล้วอร่อยจริงๆเลยรับรองได้

นอกจากหมูกรอบแล้วที่นี่ยังมีกุนเชียงแล้วหมูแดงขายด้วย หมูแดงทำเองแน่ๆส่วนกุนเชียงจันไม่แน่ใจแฮะ แต่รับประกันว่าอร่อยแน่นอนค่ะ ที่จริงมีไข่ต้มด้วยค่ะ ไข่เป็ดต้มยางมะตูมหน่อยๆ หนึบๆกินกำลังอร่อยเลย

ดูภาพรวมกันเลยค่ะว่าน่าทานขนาดไหน แต่จันรู้สึกเสียดายจริงๆที่เดี๋ยวเฮียเค้าไม่ให้สั่งหมูเป็นจานแล้ว ต้องสั่งราดข้าวเท่านั้น (ท่าทางจะขายดีไปมั้ง)

ที่ตั้งร้านที่พูดถึงเมื่อต้นรีวิวนี้จะเปิดสำหรับเมื่อกลางวันนะค่ะ ส่วนใครที่เกิดอยากทานหมูกรอบตอนเย็นหรือกลางคืนก็แวะเวียนไปกินได้ที่ฟุตบาทแยกสามย่านบานถนนพญาไท แต่อยู่ฝั่งตรงข้าวกับจามจุรีสแควร์นะคะ

งั้นตอนนี้จันขอตัวไปทานข้าวกลางวันก่อนแล้วกันนะคะทุกคน 🙂

Happy Sunday!!

Advertisements

Leave a comment

Filed under Asian, Chinese, Recommended, Restaurant Review, Street Foodies, Taste of Bangkok, Thai

Sushi Masa 2 @ Thonglor Soi 5

กลับมากันอีกครั้งกลับ Imperial Teaspoon ค่ะ หายหน้าหายตากันไปนานเลย วันนี้จันกลับมาพร้อมกับรีวิวของร้านซูชิสุดฮิตของตอนนี้ Sushi Masa ค่ะ

เมื่อวานนี้จันมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมสาขาที่สองของซูชิมาสะที่เพิ่งเปิดดำเนินการได้เป็นวันแรกมา ร้านสองนี่จะตั้งอยู่ที่ทองหล่อ ซอย 5 อยู่ในมุมนึงของร้านอาหาร The Andaman ร้านเก่าแก่ของย่านนั้นค่ะ มาดูดีกว่าค่ะว่าร้านหน้าตาเป็นยังไง

ร้านก็ยังดูเป็นสไตล์เดิมนะคะ มีรูปแบบการแต่งร้านที่คล้ายร้านแรก แต่ตอนนี้โต๊ะในโซนร้านเองยังมีไม่เยอะค่ะ counter จันคิดว่าน่าจะนั่งได้ซัก 15 ที่ และมีโต๊ะเล็กใหญ่อีกประมาณ 7-8 โต๊ะ แต่ว่าหากไปแล้วที่นั่งในโซนซูชิมาสะเต็ม หรือว่าไปทานอาหารที่ร้านอันดามันที่เป็นอาหารฝรั่งแล้วอย่างสั่งซูชิมาทานด้วย สามารถสั่งข้ามไปทานที่ฝั่งนู้นได้ค่ะ ข้อดีของการนั่งทานที่อันดามันก็คงจะเป็น บรรยากาศแบบเงียบเชียบหน่อยๆ ไม่จอแจเหมือนในมาสะ

วันนี้มาทานกันกับเพื่อนๆรวมทั้งหมดสาวๆ 5 คน และได้สั่งอาหารตามนี้เลยค่ะ

Unagi Roll หรือโรลปลาไหล เป็นข้าวปั้นหน้าปลาไหลสอดไส้ด้วยแตงกวา อโวคาโด และไข่หวานค่ะ เมนูนี้น่าจะเป็นเมนูโปรดใครหลายๆคนอยู่ เพราะเวลาไปกินที่ร้านแล้วเห็นคนสั่งกันเกือบทุกโต๊ะเลยนะ รสชาติก็อร่อยอย่างที่นึกออกเพราะเป็นเมนูทานง่ายค่ะ คนไม่กินปลาดิบไปนั่งกะเพื่อนก็สั่งจานนี้มาทานได้สบายๆเลย

ด้านบนนี้คือ Salmon Roll หรือว่าโรลหน้าปลาแซลมอนค่ะ เป็นโรลไส้ไข่หวานห่อด้วยปลาแซลมอนย่างเติมรสด้วยมายองเนสและไข่ปลาแซลมอน ส่วนตัวจันว่าจานนี้จืดๆไปหน่อยค่ะถ้าทานโดยไม่จิ้มอะไรเลย โดยเฉพาะเมื่อทานต่อจาก Unagi Roll แล้วมันไม่ค่อยมีรสชาติอะไรเท่าไหร่

ต่อมาคือ Rainbow Roll หรือโรลสีรุ้ง เป็นโรลที่ปั้นด้วยปลาสองชนิดคือ เนื้อปลาทูน่าแดง (Akami) และปลาแซลมอน ส่วนไส้ข้างในจะมี กุ้ง ปูอัด ไข่หวาน และแตงกวา ค่ะ แต่จันว่าวันนี้โรลมันดูหน้าตาแปลกๆไปหน่อยเพราะปกติโรลประเภทนี้ถ้าทานที่ร้านอื่นอโวคาโดน่าจะถูกปั้นไปพร้อมกัน แต่ว่าวันนี้วางทับมาแบบแปลกๆ

อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะคะ (วันนี้เชฟเป้ไม่ได้เป็นคนปั้นโรล) ปริมาณข้าวเยอะไปหน่อยพอทานแล้วมันไม่ค่อยจะพอดีกับเนื้อปลาและไส้ที่ได้มา พอเคี้ยวๆใกล้ๆหมดคำแล้วมันจะเหลือแต่ข้าวค่ะ สรุปว่าในโรลทั้งสามอย่างนี้ชอบโรลปลาไหลที่สุด เพราะว่าซอสราดปลาไหลของที่นี่มันจะไม่ออกหวานแล้วข้นจนเลี่ยนมากเกินไป มีรสชาติเค็มๆเปรี้ยวๆอยู่ทำให้ทานง่าย

เมื่นรับประทานอาหารเรียกน้ำย่อย (ที่เยอะมาก) กันจนอิ่มแ้ล้วมาเริ่มมันเมนูเด็ดของร้านเลยดีกว่าค่ะ

วันนี้ไม่มีคอมเม้นอะไรกับ Salmon Sashimi และหอยปีกนกเลยค่ะ เชฟเป้ใจดีจัดให้เหมือนก่อน เต็มอิ่มจุใจ เนื้อแซลมอนชิ้นใหญ่ๆ แต่พอดีคำ แล้วหอยปีกนกกรอบๆคุณภาพดีเหมือนแต่ก่อนค่ะ แต่ว่าแซลมอนถ้าใครไม่ชอบทานเนื้อส่วนที่มันๆ จะบอกเชฟไว้ก่อนก็ดีนะคะ เค้าจะได้ตัดส่วนที่ไม่มันมาให้ จันว่าจะทานซูชิและซาชิมิให้อร่อยเนี่ย ต้องขึ้นอยู่กับเชฟและความใส่ใจของเชฟจริงๆ อย่างปลาแซลมอนเนี่ย ถ้าตัดมาชิ้นใหญ่เกินไปเราก็จะกินลำบาก และหอยปีนกเนี่ยวิธีการเตรียม เชฟบางคนบางที่อาจไม่ใส่ใจ หยิบจากตู้หั่นๆใส่จานมาเลย มันจะเปียกๆแฉะๆกินไม่อร่อย แต่อย่างเชฟเป้เนี่ยเค้าจะซับน้ำส่วนเกินออกให้ก่อน ไม่น่าเชื่อนะคะ เทคนิคเล็กๆน้อยๆบวกกับความใส่ใจในการทำอาหารจะทำให้รสชาติต่างกันเลยทีเดียว

มาแล้วสิ่งที่พลาดไม่ได้จะต้องสั่งทุกครั้งที่ไปคือ Engawa (ครีบปลาตาเดียว) ชิ้นขาวๆใหญ่ๆ หอมๆ มันๆ ความรู้สึกในการกินเอ็นกาวะวันนี้ ก็อร่อยค่ะ แต่มันไม่เหมือนแต่ก่อนซะทีเดียว ทราบมาว่าทางร้านเปลี่ยนผู้ส่งปลา ถ้าเป็นแต่ก่อนตอนที่เราไปทานแล้วรู้สึกชอบจริงๆเนี่ย คือ texture ของเนื้อปลาจะมีความมันและความกรุบกรอบผสมผสานกันอยู่ เคี้ยวไปจะมีกรุบๆ แต่ว่าคราวนี้มันเหมือนจะเป็นชิ้นมันที่ละลายในปากได้โดยไม่ต้องเคี้ยว จันว่าจันชอบแบบเก่ามากกว่าค่ะ

นอกจากนี้มีข้อแนะนำถ้าจะสั่งเมนูประเภทที่ต้องจิ้มซอสพอนซึ เช่น เอ็นกาวะ หรือหอยเชลล์ย่างค่ะ ควรจะขอน้ำจิ้มพอนซึแยกมามงเองดีกว่าค่ะ จันว่าแบบนั้นอร่อยกว่า เพราะเมื่อวานที่ไปกินเชฟเค้าราดมาให้เลยแล้วมันรู้สึกไม่ค่อยจุใจทำให้รสชาติไม่ค่อยพอดีเท่าไหร่ค่ะ

อ่าาา และสิ่งนี้ก็มาถึงซะที พระเอกของงานเลยค่ะ foie gras sushi ตับห่านย่างหอมๆ วางบนข้าวพร้อม ราดด้วยซอสเทอริยากิ อร่อยสุดๆจริง ฟัวกราให้แบบไม่งกเลยค่ะ ที่ทานไปทั้งหมด ประทับใจคำนี้ที่สุดเลย เหมือนอย่างที่พูดไปเกี่ยวกัยซอลของโรลปลาไหล ซอสเทอริยากิที่นี่รสชาติทานง่ายจริงๆ

อันนี้เป็นซูชิหอยเชลล์ค่ะ หอยเชลล์ตัีวใหญ่ๆอ้วนๆ นุ่มนิ่ม ทานง่ายกะ หอยค่อนข้างสุกเพราะผ่านการเผามาก่อนค่ะ ทานกับน้ำจิ้มพอนซึ

สุดท้ายนี้เป็นเมนูแก้เลี่ยน Californian style spicy tuna เป็นทูน่าเนื้อแดงซาชิมิหั่นเป็นทรงลูกเต๋าให้พอดีคำคลุกกับซอสมายองเนสรสเผ็ด แก้่เลี่ยนจากการทานเอ็นกาวะและฟัวกราได้เลยค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น การรับประทานอาหารวันนี้ก็คงหมดลงเท่านี้ค่ะ ไปกันสาวๆ ห้าคนทานเยอะไม่ไหวจริงๆ ถ้าใครอยากดูรีวิวอาหารอื่นๆของซูชิมาสะ สามารถตามดูได้ในลิงค์นี้เลยค่ะ https://imperialteaspoon.wordpress.com/2011/05/18/sushi-masa-by-%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%89/ มีอาหารเมนูอื่นๆเยอะแยะมากมาย

ข้อแนะนำในการรับประทาน

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีนะคะว่าร้านนี้ค่อนข้างเป็นที่ฮอตฮิตในหมู่นักกินทั้งหลาย บรรยากาศค่อนข้างจอแจ เสียงดังเหมาะกับการสังสรรค์กับเพื่อนฝูง กินเป็นครอบครัว หรือทานในหมูเพื่อนร่วมงาน แล้วแต่สะดวกเลยค่ะ แต่เนื่องจากเป็นร้านดัง และคนไปทานกันเยอะ คิวการได้โต๊ะ และเมื่อถึงโต๊ะแล้วอาจจะต้องใช้เวลาในการรออาหารนานอีกนิดนึงซึ่งอาจจะทำให้หลายๆคนที่ไปด้วยอารมหิวๆไม่พอใจกันได้ จันคิดว่าตอนนี้ทางร้านคงพยายามปรับปรุงจุดนี้กันอยู่นะเพราะ เพราะฉนั้นแล้ว ถ้าใครอยากจะไปทานซูชิมาสะ คงต้องเตรียมใจรออาหารนิดนึงค่ะ หรือว่าถ้าไปทานร้านใหม่ที่ทองหล่อนี่ก็สั่งอาหารจากร้าน ดิ อันดามัน ไปพลางๆก่อนละกันนะคะ กินให้อร่อยด้วยกินด้วยสุขภาพจิตที่ดีค่ะ

และข้อเท็จจริงอีกอย่างคือ ซูชิมาสะ อาจไม่ใช่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ดีที่สุด หรือร้านซูชิที่เป็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม หรือเป็นร้านซูชิราคาถูกที่หลายคนอาจจะไปครั้งแรกด้วยความเข้าใจอย่างงั้น และอาจจะไม่ประทับใจในคุณภาพ ราคา (ซึ่งจริงๆไม่ได้ถูกเลย ถ้าสั่งเมนูนอกเซ็ทและของที่มีราคาแพง) หรือบริการของร้าน แต่จันคิดว่าร้านมาสะก็มีจุดเด่นเฉพาะตัว ในการเกิดกว้างการกินซูชิให้คนเข้าถึงได้ง่าย โดยรูปแบบการดำเนินการของร้านที่เป็นกันเอง ไม่ได้ดูหรูหรา หรือทำให้คนทานรู้สึกเกร็งในการเข้าไปนั่งในร้านอาหาร ทำให้ผู้ทานรู้สึกว่าซูชิเป็นอาหารที่กินง่ายขึ้นค่ะ ไม่รู้ว่าคนอื่นๆเห็นด้วยกับข้อนี้มั้ย แต่จันเห็นว่านี่คือจุดเด่นสำคัญของซูชิมาสะค่ะ

1 Comment

Filed under Asian, Japanese, Restaurant Review, Taste of Bangkok

Sushi Cyu @ Eight Thonglor

สวัสดีค่ะ Imperial Teaspoon กลับมาอีกแล้ว วันนี้พามาชิมอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆแถวซอยทองหล่อกันค่ะ ร้าน Sushi Cyu เป็นร้านซูชิที่ตั้งอยู่ที่ตึก Eight Thonglor ไม่บอกก็รู้ว่าต้องตั้งอยู่ที่ทองหล่อซอยแปดแน่นอน เป็นตึกเดียวกันกับที่มี Pan Pacific ค่ะเข้าจากถนนสุขุมวิทก่อนถึงแยกตรงโออิชิจะอยู่ทางขวามือเลย สังเกตุง่ายค่ะ เข้าไปลงที่จอดรถใต้ดิน ร้านตั้งอยุ่ที่ชั้นสามค่ะ ใกล้ๆร้านตัดผม Park & Bomb สวาๆที่ชื่นชอบร้านตัดผมสไตล์เกาหลีอาจจะรู้จักดีค่ะ

ต้องขอโทษจริงๆที่ไปแล้วหิวมาก เลยไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปร้าน หรือหน้าร้านมาให้ดู ถ้ามีโอกาสไปใหม่เมื่อไหร่จะถ่ายมาเพิ่มเติมให้นะคะ แต่ขอบอกเลยว่าร้านบรรยากาศดีมากค่ะ เหมาะทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็น business dinner หรือ ทานกันเองกับครอบครัวหรือเพื่อนเพราะมีทั้งที่นั่งที่เป็นห้องส่วนตัวสไตล์ญี่ปุ่น และที่นั่งที่ Sushi bar ค่ะ

ร้านนี้มีชื่อเต็มๆว่า “Sushi Cyu & BBQ Carnival” จากชื่อก็คงรู้กันแน่ๆว่ามีอาหารสองประเภทค่ะ ซูชิและปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น ที่ร้านจะแบ่งเป็นสองโซนคือ โซนซูชิ และโซนปิ้งย่าง แต่ก็สั่งข้ามกันได้ค่ะ ถ้าใครอยากทานสองอย่างก็นั่งที่โซนปิ้งย่างได้เลย ปิ้งไปด้วยทานซูชิไปด้วย แต่ว่าถ้าไม่อยากหัวเหม็นมีกลิ่นวันกลิ่นเนื้อติดตัว ก็นั่งโซนซูชิค่ะ เดี๋ยวเค้ามีบริการย่างมาให้เสร็จสรรพ แต่อย่างว่านะคะ จะกินปิ้งย่างทั้งที ต้องทำเองสิถึงจะสะใจ

วันนี้จันสั่งมาหารเป็นเซ็ทซูชิแบบ Chef’s selection หรือ Omakase ค่ะ โดยส่วนตัวจันคิดว่าราคาค่อนข้างสมเหตุสมผลนะคะ 1380 บาท สำหรับซูชิจานนี้และซุปค่ะ

Omakase แต่ละวันก็ไม่ค่อยจะเหมือนกันเท่าไหร่ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่ามีปลาชินใดบ้าง แต่ที่แน่ๆเลยคือทุกชิ้นคือสิ่งที่อร่อยที่สุดที่เชฟตั้งใจเลือกสรรมาให้เราได้ทานค่ะ ลองดูอีกเซ็ทกันดีกว่าว่าต่างกันยังไงบ้าง

สองเซ็ทนี้ต่างกันที่คำที่สองค่ะว่าจานแรกเป็น Hirame แน่เนื่องจากในจานหลัง Hirame หมดเลยได้ Engawa (ครีบปลาตาเดียว) มาทานแทน อิอิ ของชอบพอดีเลยค่ะ

คราวนี้เรามาดูกันชัดๆดีกว่าว่าแต่ละจานเชฟให้อะไรเรามาบ้าง….. >.<

เริ่มจากชิ้นแรก โอโทโร (Otoro) ส่วนที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดของปลาทูน่าค่ะ กินแล้วต้องละลายในปากเลยดีเดียว ดูจากภายนอกลายสวยใช้ได้ค่ะ แต่ส่วนตัวจันไม่ค่อยชอบส่วนี้เท่าไหร่เพราะว่ามันยังจะมีเอ็นติด ถ้าชอบเลยเนี่ย จะเป็นส่วนสันคอมากกว่า เอ็นจะน้อยลายไขมันจะแทรกตัวอยู่กับส่วนของเนื้อปลา

ชิ้นข้างๆกันเลยคือ Hirame ไม่แน่ใจว่าภาษาไทนคือปลาอะไร ถามเชฟมาแล้วแต่ก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี ต้องขอโทษจริงๆค่ะ เนื้อของปลาชนิดนี้ ก็อคล้ายๆปลาเนื้อขาวหลายๆอย่าง จะมีความเด้งดึ๋งอยู่ ความรู้สึกเมื่อได้กินเนื้อชนิดนี้มันจะเด้งๆ เคี้ยวสนุกดี แปลกดีค่ะ ทานต่อจากโอโทโร่จะรู้สึกถึงความต่างจากชัดเจน เนื้อปลาทูน่าจะไม่เด้ง จะออกนุ่มมากกว่าในขณะที่ Hirame จะเคี้ยวแล้วดึ๋งๆ ต้องลองแล้วจะรู้ค่ะ

ชิ้นต่อมาที่มีขิงและต้นหอมสับวางอยู่ด้านบนคือ ปลาทู หรือ Aji ค่ะ เป็นปลาที่จันชอบมากๆ ชนิดนึงเลยค่ะ ความสดและกรุบกรอบของปลา ประกอบกับความหอมสดชื่นของขิงและต้นหอมสับ พอทานเข้าไปแล้วมันรู้สึกสดชื่น และ refresh รสชาติอาหารเพื่อนกินคำต่อไปได้ดีจริงๆ Aji เป็นปลาที่ไม่มันและไม่เลี่ยนเลย เนื้อแน่นไม่เละ ใครที่ไม่ชอบทางซูชืเพราะคิดว่าปลาดิบเละๆแหยะ จันอยากขอให้ลองทาน Aji ดูค่ะ ซูชิคำนี้อาจจะเปลี่ยนทรรศนคติของคุณต่อซูชิเลยทีเดียว 🙂

ข้างๆกันคำถัดไปคือกุ้งหวานแบบตัวใหญ่ (Botan Ebi) เนื้อกุ้งแน่นไม่เละ เพราะว่าอาจจะมีบางร้านที่กุ้งไม่ดีเท่าไหร่มันอาจจะเละๆ แต่ที่ Sushi Cyu ไม่และเลยค่ะ เนื้อหวานไม่มีกลิ่นคาว เชฟปั้นข้าวมาพอดีกับเนื้อกุ้ง กินแล้วดีค่ะไม่เหลือเนื้อกุ้งให้เคี้ยวเยอะไป จิ้มโชวยุแล้วอร่อยมากๆ

ซูชิไข่หวาน ทำเป็นไข่หวานสอดไส้ด้วยข้าวซูชิค่ะ จันชอบแบบนี้มาก ไข่หวานของที่นี่อร่อยค่ะ ความหวานกำลังดี ไม่มีกลิ่นไข่หลงเหลือให้แอบรู้สึกเหมือนกำลังกินไข่เจียว แต่อย่าว่าอย่างงู้นอย่างงี้เลยนะ จันยังชอบข้าวห่อสาหร่ายไส้ไข่หวานในวิลล่าแถวบ้านมากสุดอยู่ดี 79 บาทได้ตั้งสองแท่งอิ่มทั้งมือเลย ฮ่าๆๆ (ไม่ค่อยเกี่ยวกันเลย ถ้าใครบ้านอยู่แถววิลล่าอารีย์ หรือผ่านไปผ่านมาแถวนั้นลองเข้าไปในซุปเปอร์แล้วลองชิมดูค่ะ ไข่หวานกะปูอัดอร่อยจริงๆ แล้วจันชอบกินแบบให้ค้างคืนไว้หนึ่งคือแล้วค่อยกินเป็นอาหารเข้า เข้าจะจับตัวเป็นเม็ดพอดี)

ชิ้นหน้าสุดคือซูชิหอยสังข์ค่ะ เห็นด้างข้างของหอยม้วนๆอย่างงี้มันยังไม่เพิ่งตายเลยนะคะ สดมากๆ เหมือนกับว่าเซลล์เค้ายังไม่ตายยังขยับได้อยู่เลย เชฟเพิ่งแกะออกมาสดๆจากเปลือก โอยย เห็นแค่นี้จันก็แย่แล้วค่ะ ไม่อยากทานเลย แต่ไหนๆก็ได้มาแล้ว เป็น Chef’s Selection ซะด้วย ต้องทำใจลองซะหน่อยแฮะ สุดท้ายก็กินเข้าไป แต่ปรากฎว่าไม่ไหวจริงๆค่ะ เนื้อแน่นกะกรุบมาก แต่สิ่งที่แย่คือมันยังขยับในปากเราทุกครั้งที่เรากัดเนี่ยสิคะ กินไม่ได้จริงๆ สุดท้ายต้องคายออกมาค่ะ แล้วก็จะจำไว้ว่า ถ้าสั่งชุดนี้จะต้องบอกว่าทานชิ้นหอยสังข์นี่ไม่ได้จริงๆ ถ้าใครใจแข็งกับความรู้สึกนี้ได้ก็ต้องลองดูค่ะ

ถัดไปเห็นหน้าค่าตากับบ่อยๆกับเจ้าซูชิไข่หอยเม่น (Uni) แต่แหม Uni ที่นี่รูปร่างหน้าตาสวยงามน่ากินน่าทานจริงๆ ตอนที่จันโทรไปถามว่าที่นี่มี Uni สดมั้ย (ด้วยความเข้าใจที่ว่าแบบสดคือแบบที่อร่อยกว่าเหมือนของมาสะ) แต่ทางร้านก็บอกว่าไม่มีสด มีแต่แบบฟรีซ พอลองไปทานดูแบบ ฟรีซของที่ร้าน Sushi Cyu อร่อยพอๆหรืออาจจะอร่อยกว่าแบบสดของมาสะเลยค่ะ พอคุยกะเชฟก็เลยเข้าใจว่าแบบสดเนี่ยเค้าจะหมายถึงแบบที่เป็นตัวๆแล้วผ่าออกมากเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ จะเป็น freeze หมดแล้วความอร่อยก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเนื้อ Uni เอง ถ้าจะให้จันเทียบแล้ว ถ้าเป็นคนทีชอบแล้วอยากสั่งทานเยอะๆ ทานที่ Sushi Masa น่ะจะดีกว่าค่ะ คุ้มราคากว่าเยอะเลยเพราะว่าคุณภาพไม่ต่างกันมากกว่านั้น แต่ถ้าอยากจะทานที่อร่อยเลยจริงๆเนี่ย ลอง Maru ทองหล่อซอย 3 ค่ะ (คำละ 600 บาท) อร่อยแน่นอน

พ้นจากไข่หอยเม่นเราก็มาเจอกับเจ้าซูชิไข่ปลาแซลมอนกันต่อ (Ikura) ดูรูปร่างกลมๆสุกใสของไข่ปลาก็พอเดาได้แล้วว่าคุณภาพดีแน่ แล้วก็จริงอย่างที่คิด กัดเข้าไปในปากไข่ปลาค่อยๆแตกออกทีละเม็ดให้ความมันและรสเค็มที่แช่โชวยุซึมออกมาผลมกับข้าวซูชิ นี่ขนาดว่าจันไม่ค่อยชอบกิน Ikura เพราะส่วนมากจะเค็มไปหน่อย กินของร้านนี้แล้วยังชอบเลย

ให้ดู Uni กับ Ikura ชัดๆกันอีกรูปนึงค่ะ

ซูชิคำสุดท้ายในเซ็ทคือ Anago เข้าใจว่าเป็นปลาไหลทะเลค่ะ ย่างไฟอ่อนๆราสด้วยซอลปลาไหล ที่ร้านให้เนื้อปลามาเยอะมากคลุมข้าวซูชิมิดเลย ก็อร่อยอีกเหมือนเคย แต่จันคิดว่าซูชิประเภทนี้อร่อยง่ายค่ะ น้ำปลาไหลหวานๆก็อร่อยละ ฮ่าๆ

นอกจากซูชิทั้งหมดที่ให้นำเสนอให้ดูกัน เซ็ท Omakase นี้ยังมีข้าวปั้นให้เรากินกันตาย กลัวไม่อิ่มกันอีกค่ะ สิ่งที่มาคู่กับเซ็ทนี้คือข้าวห่อสาหร่ายไส่ Negitoro หรือว่าปลาโทโร่สับกับต้นหอมค่ะ คนชอบ Negitoro คงน้ำลายสอกันละ แต่ว่าจันไม่ชอบกลิ่นต้นหอมค่ะเลยเฉยๆกินยังไงก็ไม่ชอบอยู่ดี

และนี่ก็คือหมดเซ็ท Omakase ของ Sushi Cyu แล้วค่ะ ต่อจากนี้เรามาดูเซ็ทถัดไปที่จันสั่งดีกว่าค่ะ เป็น Sushi Set ที่รองลองมาจาก Omakase คือ Superior Set ราคา 980 บาท ซึ่งมีหน้าตาดังนี้ค่ะ

ดูอลังการงานสร้างไม่แพ้กับเช็ทแรกเลยนะคะ ลองมาดูใกล้กันดีกว่าว่าประกอบไปด้วยซูชิชนิดไหนบ้าง

ชิ้นแรกของจานนี้คือชูโทโร่ (Chutoro) ลองสังเกตุดูดีๆชูโทโร่ชิ้นน้จะดูแปลกๆอยู่นิดนึง ตรงส่วนปลายดูไม่มีมันดูไม่ต่างจากอาคามิซึ่งคือเนื้อปลาทูน่าธรรมดาเลยแฮะ จันคิดว่าคงตัดเนื้อปลามาเกินมั้งคะ ถึงหน้าตาจะไม่สวยเท่าไหร่แต่พอลองชิมแล้วอร่อยใช่ย่อยเลยค่ะ หลังจากที่จันทางทานเทียบดูทั้งโอโทโร่และชูโทโร่ ปรากฎว่าชอบชูโทโร่มากกว่าแฮะ คงจะเป็นเพราะไม่มันจนเกินไปค่ะ

ชิ้นต่อมาที่เห็นข้างๆกันก็คือครีบปลาตาเดียว (Engawa) วิธีการทำก็น่าจะคล้ายๆกับร้านอื่นๆคือเผาไฟอ่อนๆให้มีกลิ่นหอมและเนื้อสุกนิดหน่อย แต่ว่าแทนที่ลูกค้าจะต้องนำมาจิ้มน้ำจิ้มพอนซูเอง เชฟได้วางหัวไชเท้าบดและราดด้วยน้ำจิ้มพอนซูมาแล้วเรียบร้อย คุณภาพของ Engawa ที่นี่ถือว่าดีใช้ได้ค่ะ กรุบๆมันๆ แล่มาชิ้นบางๆซึ่งทำให้เวลาทานกับข้าวซูชิแล้วละลายหมดไปพร้อมกันพอดี (บางทีของมาสะเชฟใจดีให้เยอะมาก ชิ้นหนา และถ้าย่างไม่สุกดีจะเหลืออยู่ในปากก่อนข้าวหมด รสชาติจะไม่เข้ากันเท่าไหร่ แต่ว่าถ้าวันไหนมาสะทำได้พอดี จันชอบแบบที่มาสะมากกว่าค่ะ)

ชิ้นแดงๆด้านซ้ายนี่คือ Akami หรือเนื้อปลาทูน่าค่ะ สีสวยั้ยคะ แดงสดดูน่าทานจังเลย เป็นเนื้อที่ดีค่ะ ไม่มีไขมันแทรกให้เห็น กินแล้วจะไม่ค่อยรู้สึกเลี่ยนเท่าไหร่

คำถัดมาคือหอยเชลล์ค่ะ เนื้อหอยหวานมากกกกกกกก อยากให้ได้ลองจริงๆ หอยเชลล์ที่นี่สดค่ะไม่ต้องเอาไปย่างไฟอ่อนๆก็กินได้เลย และเนื่องจากเชฟตัดมาชิ้นไม่หนากินแล้วเลยไม่รู้สึกหยุ่นๆในปากทำให้กินง่ายขึ้นอีกเป็นกองค่ะ

ชิ้นนี้จำได้ว่าอร่อยดีค่ะ แต่ต้องขอโทษผู้อื่นทุกท่าจริงๆเพราะว่าจันจำไม่ได้เลยว่าปลาชิ้นนี้คือปลาอะไร ขอติดไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยวจะไปตามหาคำตอบมาให้เมื่อมีโอกาสได้ไปทานใหม่

และแล้วก็มาถึงปลาหมึก (Ika) ของโปรดของเรา ตั้งแต่ตอนที่เชฟเตรียมอาหารอยู่แล้ว จันเห็นแล้วที่ใจมากเลยค่ะที่เชฟตัดปลาหมึกให้เป็นเส้นบางๆอยา่งงี้ ชอยมากๆๆๆ เพราะว่าปลาหมึกเป็นเนื้อที่เหนียวอยู่แล้ว ถ้าเสิร์ฟแบบเป็นชิ้นแล้วหั่นหนาเกินไป (ซึ่งเกิดขึ้นกับร้านซูชิในเมืองไทยหลายๆร้าน) จะทำให้เคี้ยวไม่ขาดทานไม่อร่อยเลยค่ะ แต่พอหั่นเป็นเส้นบางๆอย่างงี้แล้ว ทานง่ายมาก ชอบจังเลย

Ikura ก็เหมือนกันกับในเซ็ทด้านบนค่ะ

ถึงจะเป็นเซ็ทที่ราคาย่อมเยาว์ลงมาหน่อย แต่เชฟก็คงกลัวเราไม่อิ่มเลยมีข้าวห่อสาหร่ายมาให้กินกันตายอีกเช่นกัน แต่สำหรับเซ็ทนี้เป็น tuna roll หรือ Akami นั่งเองค่ะ เราก็กินอร่อยเลยเพราะชอบมากกว่า negitory อยู่แล้ว (ความชอบไม่เกี่ยวกับราคา หรือความแพวของอาหารค่ะ 🙂 )

เป็นภาพ Close up ของซูชิที่อยากให้ดูใกล้ๆกันค่ะ ขนาดของซูชิที่นี่จะข้อนข้างเล็ก ถือว่าทานพอดีคำค่ะ จันชอบ และเท่าที่จำได้ก็คิดว่าร้านนี้เนี่นละปั้นไซส์ใกล้เคียงกับ Kyubei ที่ทานที่ญี่ปุ่นที่สุดแล้ว ส่วนตัวจันคิดว่าการปั้นซูชิคำเล็กๆประมาณนี้เหมาะสุดสำหรับการกินค่ะ ผู้รับประทานจะได้รับรู้รสชาติของอาหารอย่างพอเหมาะ อย่าลืมกันนะคะ ว่าซูชิไม่ได้อยู่ที่ปลาดีอย่างเดียว ทั้งอุณหภูมิ การเตรียม รสชาติข้าวซูชิ ความลงตัวของปริมาณข้าวและปลา ทุกอย่างถ้าสอดคล้องจันจะทำให้ได้ซูชิรสเลิศออกมากค่ะ (พูดตามการ์ตูนเจ้าหนูซูชิที่เพิ่งอ่านเลยนะเนี่ย กำลังอินค่ะ ฮ่าๆ)

หลังจากที่ทานเซ็ทหมดกันและ ก็ยังไม่พอค่ะ อยากทาน Engawa ต่อก็เลยสั่งมาอีกสองคำ กินให้จุใจกันไปเลย

เพื่อความอิ่มสมบูรณ์ของมื้อเย็นเรา ก็เลยลองสั่งโซบะเย็นซะหน่อย เส้นลวกออกมาสุกกำลังดีค่ะ ไม่สุกเกินไปทำให้มีความรู้สึกหนึบๆอยู่ แต่ว่าข้อผิดพลาดของที่นี่คือเอุณหภูมิของเส้นมันไม่เย็นค่ะ เป็นเหมือนอุณหภูมิห้องปกติ ซึ่งจันคิดว่าสิ่งที่ผู้สั่งโซบะเย็นคาดหัวงคือความเย็นของเส้นให้รู้สึกสดชื่น ไม่ฝใช่พึ่งพาอาศัยความเย็นของซอสโซบะเพียงอย่างเดียวค่ะ ถ้าเทียบแล้วโซบะเย็นที่ Maru ยังเป็นที่หนึ่งอยู่ค่ะ

หลังจากอ่านรีวิวฉบับนี้แล้ว ถ้าใครสนใจอยากทานซูชิคิว ลองเข้าไปชมเว็ปไซต์ของร้านได้ที่ http://www.sushicyu.com/english.htm

ร้านมีสองสาขา สาขาแรกอยู่ที่ชั้นสาม อาคาร All seasons place ถนนวิทยุ โทร 02 251 1995 และอีกที่อยู่ที่ตึก Eight Thonglor โทร 02 713 8312 ค่t ลองโทรสอบถามวันที่ปลาเข้าก่อนนะคะ จะได้ไม่มีสิ่งที่อยากทานหมดค่ะ แต่ที่จริงแล้วร้านนี้ปลาเข้าบ่อยค่ะ อาทิตย์ละสามครั้งโดยประมาณคือ อังคาร ศุกร์ และอาทิตย์

ถ้าลองแล้วมีข้อเสนอแนะ หรือติชมอะไรเพิ่มเติมก็รบกวนเล่าสู่กันฟังนะคะ จันจะได้เก็บไว้เป้นข้อมูลเพื่อพัฒนารีวิวของ Imperial Teaspoon ต่อไปค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

Leave a comment

Filed under Asian, Japanese, Recommended, Restaurant Review, Taste of Bangkok

Ohana Fresh Cafe

และแล้ววันหยุดยาวก็ใกล้เข้ามาซะที ความนี้ Imperial Teaspoon มีคาเฟ่ชิวๆ สบายๆเหมาะกับการรับประทานมาหารเช้าในช่วงวันหยุดนี้เป็นอย่างมาก “Ohana Fresh Cafe” เป็นคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นที่จะขึ้นชื่อในเรื่องเซ็ทอาหารเช้าที่หลากหลาย ทั้งแซนด์วิช สลัด สปาเก๊ตตี๊ ฯลฯ รวมทั้งเครื่องดื่มอีกมากมายค่ะ ส่วนบรรยากาศก็ดี โต๊ะไม่เยอะเท่าไหร่มีความเป็นส่วนตัวสูงมากๆๆๆ จะว่าไปแล้วมาเริ่มที่อาหารจานแรกกันเลยค่ะ

วาฟเฟิลสตรอเบอรรี่จานนี้เป็นอาหารขึ้นชื่อของเค้าเลยค่ะ เสิร์ฟพร้อมกับไอศครีมวานิลา หรืออยากจะเลือกเป็นรสอื่นก้อได้เหมือนกัน ใครชอบทานอาหารเช้าหวานๆ หรืออยากทานของหวานยามบ่าย จันแนะนำให้ลองวาฟเฟิลของ Ohana เลยค่ะ กรอบนอกนุ่มในอร่อยจริงๆ

ด้านนี้เป็นไข่คนกับแพนเค้กและแฮม ถ้าอยากทานต้องรีบไปหน่อยนะคะ ไม่เกินเที่ยงแพนเค้กก็หมดแล้ว

เซ็ทไข่คนใส่เห็ดเสิร์ฟหร้อมกับสลัดและขนมปัง เมนูนี้เป็น Jun’s Favorite ค่ะ ไข่คนจริงๆแล้วจะพูดว่ามันพิเศษก็ไมได้ แต่ว่าเห็ดที่เค้าใช้เนี่ยมีสองอย่างไม่แน่ใจว่าเป็นเห็ดอะไรแต่จะมีรสชาติที่เข้ากันกะรสจืดของไข่ได้เ็ป็นอย่างดี ส่วนขนมปังก็อร่อยค่ะ เหนียวนุ่มดีมาก (ป.ล. จันชอบทานขนมปังทาเนยอยู่แล้ว)

ให้ดูรูปไข่คนเห็ดกันให้ชัดๆเลยค่ะ

แซนด์วิชสลัดกุ้งค่ะ ส่วนตัวเราไม่ค่อชชอบจานนี้เท่าไหร่ ขนมปังที่ใช้เป็นขนมปังนุ่มๆซึ่งที่จริงรสชาติก็อร่อยดี กุ้งที่ใช้ก็กุ้งสดค่ะ ไม่ใช่กุ้งแช่ฟรีซมาแต่อย่างใด แต่ว่า…สิ่งที่เราไม่ชอบคือมันใส่หัวหอมค่ะ ใครที่ไม่ชอบทานหรือแพ้หัวหอมต้องระวังไว้เลยนะคะ

save the best for the last ค่ะ พาร์ม่าแฮมแซนด์วิชที่นี่อร่อยที่สุดเลย ขนมปังฝรั่งเศสที่ใช้กรอบเหนียวแล้วรสอร่อยมาก ส่วนพาร์มาแฮมที่ใช้ก็เป็นของที่คุณภาพโอเคไม่มีกลิ่น ผสมกับผักร็อกเก็ต กินอร่อยเลยค่ะ (แต่จริงๆเมนูนี้คงไม่ยากเท่าไหร่ น่าจะสามารถทำทางเองที่บ้านได้ง่ายๆ แต่คิดซะว่ากินบรรยากาศแล้วกันค่ะ 🙂 )

ต่อไปนี้จะเป็นเมนูเครื่องดื่มค่ะ ที่ร้านนี้ถ้าพนักงานเค้าอารมดีๆและร้านคนไม่เยอะมากจนเกินไปก็จะมี Coffee Art น่ารักๆมาให้ดูเล่นบนเครื่องดื่มร้อนของคุณซึ่งมันน่ารักจนไม่อยากดื่มกันเลย :p

ต่อไปก็จะเป็นเค้กแยมโรลค่ะ ที่ร้านมีทั้งรสช็อกโกแลต วานิลา ชาเชียว รสชาติเราว่าก็กินอร่อยๆเรื่อยๆค่ะไม่ได้โดดเด่นมากมาย

ด้านบนเป็นภาพบรรยากาศถายในร้านค่ะ จะมีห้องด้านหน้าและห้องด้านใน ด้านหน้ามีประมาณ 5-6 โต๊ะค่ะ ส่วนด้านในมีอีกประมาณสามโต๊ะ เหมือนอย่างที่บอกไปตอนแรกของรีวิวค่ะ โต๊ะไม่ได้ติดกันมาจนเกินไปมีความเป็นส่วนตัวสูงค่ะ

ภาพด้านหน้าของร้านค่ะ

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 24 (ซอยเอ็มโพเรี่ยม) สามารถเข้าได้สองทางค่ะทั้งจากทางถนนพระรามสี่ และถนนสุขุมวิท ถ้าเข้าจากทางถนนสุขุมวิทเข้ามาเรื่อยๆร้านจะอยู่ทางด้าวขวามือ และถ้าขับรถมาไปจอดตรงร้าน GEOX ที่เลยไปหน่อยได้ค่ะ (แต่เดินไกลนิดนึง)

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน 9.00-18.00 hr. ค่ะ

เบอร์โทรศัพท์ : 02-661-1930

Website: http://www.ohana.co.th/

Happy Holidays นะคะทุกคน 🙂

1 Comment

Filed under Chill Out, Dessert, Restaurant Review, Taste of Bangkok

นายฮุย…ร้านข้าวแสนอร่อย ณ ตลาดสวนหลวง

หลังจากที่เคยรีวิวก๋วยเตี๋ยวตำลึงนายฮิมไปแล้วตั้งแต่รีวิวแรก วันนี้เลยอยากจะพาไปชิมอีกร้านนึงที่อยู่เป็นคู่ขวัญความอร่อยกับเฮียตำลึงของเรา คือ “ร้านข้าวตามสั่งนายฮุยแห่งตลาดสวนหลวง” สำหรับใครที่เป็นแฟนก๋วยเตี๋ยวนายฮิมก็คงจะคุ้นๆกันดีกับเฮียข้าวตามสั่งร้านข้างๆ ที่ออกจะอัธยาศัยดีต่างจากเฮียตำลึง (สมัยตอนอยู่สวนหลวง เดี๋ยวนี้ย้ายไปแฮ้ปปี้แลนด์เฮียอารมดีขึ้นเยอะเลยค่ะ ใครที่ยังไม่ได้อ่านรีวิวตำลึงตามไปดูได้ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ http://wp.me/p1lCqP-4 ) ร้านข้าวนายอยู่ทำอาหารตามสั่งได้หลายประเภทตามส่วนผสมที่มี จะบรรยายสรรพคุณไปก็คงไม่หมด ขอยกตัวอย่างอาหารจานโปรดทั้งหลายของจันให้ทุกท่านดูกันเองดีกว่าค่ะ

ไข่เจียวฟูฟ่องน่ากินที่สุดในโลก – ไข่เขียวที่นี่ก็เป็นไข่เจียวใส่ผักทั่วไปเนี่ยล่ะ แต่ว่ารสชาติและสัมผัสกรอบนอกนุ่มในทำให้ไข่เจียวที่นี่พิเศษกว่าที่อื่นอย่างชัดเจน ยิ่งเวลาทานกับข้าวสวยร้อนแล้ว อร้อยยย…อร่อย…

ปลาผัดคื่นช่าย – ปกติจะแฉะๆกว่านี้หน่อย วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรปลามันถึงแห้งๆแปลกๆยังไงก็ไม่รู้

คะหน้าหมูกรอบ – รสชาติดีค่ะ ไม่เค็มเกินไป แต่เสียดายจังที่หมูไม่ค่อยกรอบเท่าไหร่

ข้าวกระเพาหมูสับค่ะ จานนี้ของเด็ดของที่นี่เลยนะ ผัดหมูได้แห้ง แต่หอมไม่มีน้ำมันเละๆแฉะๆข้าว กินแล้วหอมอร่อยดีมากๆๆๆๆๆ ถ้าคุณเป็นคนชอบกินกระเพาจันต้องแนะนำให้มากินที่ร้านนี้เลยจริงๆค่ะ

ให้ดูอีกรูป ใกล้ๆ ชัดๆ ค่ะว่ามันน่ากินแค่ไหน นี่ขนาดเพิ่งกินไปเมื่อวาน เห็นแล้วยังอยากไปกินต่อเลย

หอยลายผัดพริกเผา – จานนี้เป็นจานโปรดที่สุดในร้านแล้วค่ะ พริกเผาที่เอามาผัดรสชาติกลมกล่อมและหอมได้ใจไปเลย 🙂 รสชาติไม่จัดเกินไปทานเล่นๆก็ได้หรือว่าจะทานกับข้าวสวยก็ยิ่งอร่อยค่ะ

นี่คือภาพด้านหน้าของร้านค่ะ คุณลุงด้านซ้ายมือคือเฮียเจ้าของร้านที่เป็นผู้ลงมือปรุงอาหารอร่อยๆให้เราทานกันค่ะ เฮียค่อนข้างเป็นกันเองอัธยาศัยดีมาก แต่ช่วงนี้หลังจากย้ายร้านมาอยู่ตรงนี้ ร้านใหญ่ขึ้นเยอะ จากแค่สามสี่โต๊ะตอนนี้มีเป็นสิบโต๊ะเลย แกดูยุ่งๆกว่าเก่าเยอะเลยค่ะ

ถ้าเคยเป็นแฟนๆร้านนี่แต่ไม่รู้ว่าย้ายไปอยู่ี่ไหนหลังตลาดเก่าโดนทุบ หรือว่าอยากจะไปลองลองชิม สามาไปได้ที่ตลาดสวนหลวงเลยค่ะ พยายามหา 7/11 ที่อยู่ตรงหัวมุมใจกลางของตลาด แล้วลองดูหัวมูมฝั่งตรงข้าม (ทะแยงมุม) แล้วเดินตรงลงมานิดนึงก็จะเจอร้านนี้อยู่ด้านซ้ายมือ

วันเวลาเปิด-ปิด : ข้อมูลจากลูกสาวเฮียบอกว่าปกติร้านเปิดทุกวันไม่ได้กำหนดวันหยุด แต่ว่าโทรมาถามก่อนก็ดีค่ะ เพราะว่าไม่มีกำหนดแน่นอน ถ้าไปซี้ซั้วเจอวันที่ร้านหยุดแล้วอาจจะเซ็งได้ ส่วนเวลาเปิด-ปิด ก็จะเป็ดตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป เวลาปิดไม่แน่ใจ

Tel: 086-820-0515

รีวิวเสร็จถึงเวลาทานข้าวเย็นอีกพอดี วันนี้ขอตัวไปหาอะไรทานก่อนนะคะ ไว้จะกลับมารีวิวอาหารอร่อยๆกันต่อไปค่ะ บ๊ายบายยย

4 Comments

Filed under Recommended, Restaurant Review, Taste of Bangkok, Thai

IL RISTORANTE ZANOTTI

ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว ช่วงเย็นๆวันอาทิตย์แบบนี้หลายๆคนคงกำลังหาร้านอาหารอร่อยๆสำหรับทานกับครอบครัว หรือว่ากำลังจะออกไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนกับคนรู้ใจเพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานที่แสนเหน็ดเหนื่อยในอีก 5 วันถัดไป วันนี้ถ้าใครยังไม่มีไอเดียว่าจะไปทานที่ไหนดี จันมีร้านอาหารอิตาเลี่ยนอร่อยๆมาแนะนำค่ะ

Il Ristorante Zanotti เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนครบวงจรในเครือ  Zanotti Group ที่ประกอบด้วยร้านอาหารอิตาเลี่ยนหลายรูปแบบ ทั้งเป็นร้านพิซซ่าอย่าง Pizzeria Limoncello หรือจะเป็นร้านนั่งชิวๆอย่าง Cafe Turin สำหรับร้าน Zanotti นี้เป็นร้านที่เสิร์ฟอาหารอิตาเลี่ยนทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น Appitizer, Pasta, Pizza, และ Main Courses อื่นๆมากมายรวมถึงไวน์ต่างๆด้วยค่ะ

บรรยากาศร้านก็เหมือนร้านอาหารอิตาเลี่ยนหรูหราทั่วไป ที่ดูโปร่งๆ แต่เราว่าที่ร้านนี้มีข้อเสียในเรื่องการจัดแผนผังโต๊ะอยู่ว่ามันเบียดเสียดกันไปนิด ทำให้มันขาดความเป็นส่วนตัวไปหน่อย เวลาคนเต็มร้านเสียงจะดังจอแจมาก คุณสามารถฟังโต๊ะข้างๆคุยกันได้เลยทีเดียว

เข้าเรื่องอาหารกันบ้าง เราไปทานกันแค่สองคนจึงสั่งอะไรได้ไม่มากและน่าเสียดายที่อาหารบางจานนั้นไม่ได้ถ่ายรูปเก็บเอาไว้ จึงมีมาโชว์แค่สองอย่างค่ะ

อย่างที่ได้บอกไปเมื่อกี้ว่า Zanotti Group มีร้านอาหารอิตาเลี่ยนหลายประเภทมากมายรวมถึงพิซซ่า เราเลยคิดว่าพิซซ่าที่นี่น่าจะอร่อยใช้ได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นร้าน Pizzeria ที่เสิร์ฟเฉพาะพิซซ่าก็ตาม ประกอบกันที่เพื่อนเราคนหนึ่งแนะนำว่า พิซซ่าและอาหารอื่นๆของที่นี่อร่อย พวกเราเลยตัดสินใจดู

  • ฝั่งซ้าย – พิซซ่าหน้า Parma Ham & Buffalo Milk Cheese ใช่แล้วค่ะ ไม่ผิดหรอกชีสนมควายจริงๆ ตอนแรกเราก็งงๆไม่กล้าสั่ง คิดอยู่ว่ามันจะอร่อยมั้ยนะ แต่ว่าพนักงานที่มาแนะนำอาหารก็บอกว่า หน้าเนี๊ยแหละ ตัวท็อปของร้านเลยที่เดียว (แหงสิคะ ถาดตั้งหกร้อยกว่าบาทไม่ท็อปได้ไง)
  • ฝั่งขวา – พิซซ่าหน้าเห็ดโรยด้วยใบเบซิล เป็นหน้าโปรดของเราที่เวลาไปกินพิซซ่าต้องขอสั่งซะหน่อย เราว่าหน้านี้แหละกับรสชาติอ่อนๆจะทำให้เรารู้ว่าแป้งพิซซ่าของแต่ละร้านหอมอร่อยแค่ไหน

ข้อสรุปสำหรับพิซซ่าค่ะ เราว่าพิซซ่าของ Zanotti ก็อร่อยดี Buffalo Milk Cheese มีกลิ่นหอมนมๆมาก Parma Ham ก็ใช้ของดีไม่มีกลิ่นเหม็นคาว แต่เราว่าพอทานเกินหนึ่งชิ้นมันเริ่มจะเลี่ยนแล้วน่ะสิ ส่วนพิซซ่าหน้าเห็ดสุดเลิฟของเรามันก็เรื่อยๆค่ะ อร่อยๆเรื่อยๆ ไม่ได้ประทับใจอะไรมากเป็นพิเศษ รวมๆแล้วเรายังปลื้มกับพิซซ่าของ Bella Napoli มากกว่าอยู่ดีค่ะ (ยังไม่มีโอกาสได้รีวิวร้านนี้ เดี๋ยวจะหาโอกาสมารีวิวต่อๆไปนะคะ)

จานนี้เป็นอกเป็ดย่างค่ะ เราว่าย่างได้ดีค่ะ ไม่สุกไม่แข็งจนเกินไป ก็ต้องยอมรับในฝีมือของเค้าที่เหมาะสมกับที่คนชื่นชมว่าเป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนชื่อดังค่ะ

ส่วนอาหารจานอื่นๆที่เราสั่งก็มีสลัด แล้วก็พาสต้าค่ะ เป็นสปาเก๊ตตี้ผัดหอยลายกระเทียม ง่ายๆค่ะ ไม่มีอะไรมาก เมนูพาสต้าของที่นี่เค้ามีสองแบบ เป็น Chef’s Special แบบที่เชฟได้ออกแบบไว้ หรือว่าจะสั่งเลือกเส้น ซอส และส่วนผสมที่นำมาผัดเองได้ค่ะ ทานร้านเค้าบอกว่าเส้นที่เค้านำมาใช้มีทั้งเส้นสดที่ร้านทำเอง กับเส้นอบแห้งที่ import มาจากอิตาลี พาสต้าเค้าอร่อยดีค่ะ ลวกเส้นได้ดี เส้นมีคุณภาพดี แต่ว่าพอผัดออกมาแล้วเราว่าพาสต้าที่ร้าน Rossano’s ตรงอโศกยังชนะอยู่ (ไว้จะรีวิวเกี่ยวกับร้านนี้ต่อไปนะคะ)

เนื่องจากเราไม่ได้ถ่ายภาพอาหารจานอื่นๆไว้เราจึงของอนุญาตนำภาพจาก http://www.m-eats.com มาให้ชมกันแทนค่ะ แถวบนเป็น Bruschetta และขนมปังที่ทางร้านเสิร์ฟให้ฟรี ส่วนล่างซ้ายเป็นของหวานตบท้ายที่เป็น complimentary จากทางร้านเช่นกันค่ะ

หากใครสนใจตามไปทานร้าน Zanotti ได้ตามที่อยู่ด้านล่างได้เลยค่ะ แต่ขอแนะนำว่าถ้าไปทานช่วงเย็นวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ควรโทรจองก่อนค่ะ เพราะร้านค่อยข้างจะแน่นในช่วงเวลาเหล่านั้นค่ะ

ที่ตั้ง

Il Ristorante Zanotti ตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่งของ Colonnade Condominium ในซอยศาลาแดง 1 หากเข้ามาจากทางสีลมจะอยู่ด้านซ้ายค่ะ ติดต่อร้านได้ที่เบอร์ 02-636-0002  และ 02-636-0266

Bon Appetit ค่ะ

3 Comments

Filed under Italian, Restaurant Review, Taste of Bangkok, Western

ข้าวหมู(แดง)กรอบ “ปฐมเลิศรส”

สวัสดีค่ะ วันนี้จันขอพักเบรคจากอาหารมื้อใหญ่มารีวิวอาหารง่ายๆที่จันชื่นชอบอย่างข้าวหมูกรอบกันหน่อยนะคะ ร้านข้าวหมู(แดง)กรอบปฐมเลิศรส เป็นร้านข้าวหมูกรอบประจำครอบครัวค่ะ โดยเฉพาะคุณยายและคุณพ่อที่ดูจะชื่นชอบข้าวหมูกรอบที่นี่เป็นพิเศษกว่าคนอื่น – ที่จริงชื่อร้านคือข้าวหมูแดงค่ะ แต่เราชอบทานหมูกรอบเค้ามากกว่าเลยขออนุญาตเรียนเป็นร้านข้าวหมูกรอบเลยแล้วกัน – จุดเด่นสำคัญสำหรับร้านนี้คือ ความกรอบของหนังหมูกรอบที่ยากจะหาร้านไหนเทียบ กับน้ำราดหมูกรอบสีน้ำตาลสไตล์จีนที่ไม่เหมือนกับน้ำราดสีแดงๆหวานๆค่ะ เราว่าถ้าใครที่ชื่นชอบน้ำราดแนวนี้คงจะพอใจกับร้านนี้อยู่ไม่น้อยเลยค่ะ


ดูหนังหมูสิคะ แค่มองก็รูปแล้วว่ากรอบขนาดไหน ยิ่งเวลาเคี้ยวนะคะกรอบจนได้ยินเสียงกรุบๆเลยล่ะ เราเคยพาเพื่อนมาลองทานที่ร้านนี้ เพื่อนเราคนนั้นติดใจมากและบอกว่า โห…หมูกรอบนี่นี่ กรอบยังกะกินเลย์แน่ะ :p


นอกจากหมูกรอบหมูแดงของที่นี่ก็รสชาติดีนะคะ เป็นเนื้อล้วนไม่มีมันติดเลย เหมาะสำหรับคนที่กลัวอ้วนหรือไม่ชอบทานมันค่ะ ส่วนตัวเราเราชอบทานอะไรมันๆ เลยชอบทานหมูกรอบมากกว่า ชามข้างหน้าเป็นน้ำราดหมูกรอบค่ะ เห็นมั้ยคะเป็นสไตล์จีนๆสีน้ำตาลเหมือนที่บอกเมื่อกี้ รสชาติมันจะออกเค็มๆหน่อย แต่ว่าก็กลมกล่อมอร่อยดีค่ะ อ๋อ…เกือบลืมไปเลยค่ะ ร้านนี้เค้ายังมีกระเพาะปลาขายด้วยนะคะ เผื่อว่าใครที่อยากจะทานอาหารร้อนๆคู่กับข้าวหมูกรอบค่ะ เราว่ากระเพราะปลาเค้าไม่แย่ค่ะ แต่ก็ไม่ถึงขั้น recommend


ภาพด้านด้านหน้าร้านค่ะ ร้านจะตั้งเป็นห้องแถวติดริมถนนของซอยรางน้ำ ที่นั่งก็สบายดี นอกจากตรงโต๊ะที่ตั้งริมซอยแล้ว ยังมีเข้าไปเป็นห้องในห้องแถวด้านในด้วย ไม่ร้อนดี

สำหรับร้านนี้เราคาเราว่าเหมาะสมกับคุณภาพค่ะ วันนี้เราสั่งกระเพาะปลา 1 ชาม หมูแดงหมูกรอบกุนเชียงรวม 1 จาน ข้าวเปล่า 2 แล้วยังไม่อิ่มอยากกินต่อเลยสั่งหมูกรอบเพิ่มอีก 1 รวมทั้งหมดนี้ราคาเพียง 170 บาทเท่านั้นค่ะ เราว่าไม่แพงเลยสำหรับอาหารรสชาติคุณภาพแบบนี้

Direction

ร้านข้าวหมูกรอบปฐมเลิศรสตั้งอยู่ในซอยรางน้ำ ทางฝั่งที่ติดกับสามเหลี่ยมดินแดงค่ะ อยู่เยื้องๆกับปั๊ม Esso ถ้าขับรถมาสามรถเข้าได้สองฝั่งเลยค่ะแต่ขอเตือนว่าระวังเรื่องที่จอดรถนิดนึง เพราะข้างถนนแถวนั้นหาที่จอดยากมาก ไม่งั้นอาจจะต้องไปจ่ายเงินจอดในปั๊มค่ะ แต่ถ้ามาทาง BTS ก็ลงที่สถานีอนุเสาวรีย์ฯแล้วนั่งรถเข้ามาทางฝั่งที่ออกไปไปสามเหลี่ยมดินแดงเลยค่ะ ร้านจะอยู่ท้ายถนนทางด้านซ้าย

อีกอย่างค่ะ เกือบลืมไป…ที่นี่ปิดค่อนข้างเร็วค่ะ เปิดขายกลางวันเปิดถึงประมาณบ่ายโมงครึ่ง-บ่ายสองโมงของก็หมดเกลี้ยงแล้ว ถ้าไปแนะนำให้ไปช่วงก่อนเที่ยงนิดหน่อยดีกว่าค่ะ จะได้ทานหมูที่ย่างเสร็จใหม่ๆ อร่อยกว่าจริงๆค่ะ

ถ้าใครตามไปลองทาน หรือว่ามีร้านข้าวหมูกรอบอื่นๆที่ชื่นชอบก็ลองแนะนำมาเลยนะคะ จะตามไปชิมค่ะ 🙂

Leave a comment

Filed under Asian, Recommended, Restaurant Review, Street Foodies, Taste of Bangkok, Thai