Tag Archives: สุขุมวิท

Mugendai Sushi & Tempura Bar

เนื่องจากช่วงนี้เป็น sushi fever เลยขออัพเดทร้านซูชิติดๆกันซะหน่อยแล้วกันนะคะ ครั้งนี้จะพาทุกคนไปร้าน Mugendai Sushi & Tempura Bar ค่ะ (หลายๆคนคงเคยได้ยินชื่ออยู่แล้วเพราะเป็นร้านดังค่ะ เพื่อนจันหลายๆคนก็คิดว่าร้านนี้เป็นร้านที่อร่อยสุดในกรุงเทพแล้วล่ะตอนนี้ – งั้นต้องตามมาดูกันเลยว่าจริงอย่างที่คุยรึป่าว)

Mugendai เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นซูชิและเทมปุระ ตั้งอยู่ที่ชั้น 7 ของตึก Grass ทองหล่อ เมื่อเดินเข้าไปจะมีลิฟท์ส่วนตัวสำหรับรับส่งลูกค้าขึ้นไปยังชั้น 7 โดยที่ร้านมีทั้ง counter bar / นั่งโต๊ะ / ห้องส่วนตัว / outdoor มีบรรยากาศหลากหลายสไตล์ให้ลูกค้าได้เลือกนั่งได้ตามแบบที่ชอบค่ะ เหมาะสำหรับทั้งมาเป้นกลุ่ม เป็นคู่ หรือว่ามานั่งเฮฮากับเพื่อนอากาศชิวๆหน้าหนาวด้านนอกได้เลย

พอเปิดลิฟท์ขึ้นมาก็จะเจอ sushi bar น่าจะมีที่นั่งประมาณสิบที่ได้ค่ะ จะมีพนักงานต้อนรับหน้าตาน่ารักๆยืนต้องรับอยู่่ค่ะ

มองเลยไปก็จะเห็นเชฟที่ตั้งใจทำอาหารกันอย่างขะมันเขม้น

สังเกตุว่าตู้แช่ปลาของที่ร้านนี้จะเน้นปลาและเนื้อซูชิชนิดอื่นที่เตรียมไว้แล้วเป็นชิ้นเพื่อรอตัดให้ลูกค้ามากกว่าการโชว์ปลาเป็นตัวๆอย่างบางร้าน เช่น มารุ ทำเป็นต้น

ดูของเรียกน้ำย่อยกันพอสมควรแล้ว คราวนี้ถึงเวลาของพระเอกอย่างซูชิชั้นเยี่ยมต่างๆกันดีกว่าค่ะ

ชิ้นแรกเลยคือกุ้งหวาน Botan Ebi อันนี้เป็นกุ้งหวานตัวใหญ่ เติมท็อปปิ้งด้วยมันกุ้ง หอมมากๆ (อย่างที่ร้าน Sushi Masa ก็มี Botan Ebi แต่ว่าจะเผาหัวกุ้งมาแทะเล่นกันเอง) กุ้งหวานแบบนี้จะต่างกับ Ama Ebi ที่เป็นกุ้งหวานตัวเล็กใส่มาในซูชิทีละสองถึงสามตัวที่หลายร้านนิยมใช้กัน เนื้อของ Botan Ebi จะแน่นกว่ามาก และคุณภาพของที่ร้าน Megendai นี้ดีอย่าบอกใครเชียว

ชิ้นนี้เป็นชูโทโร่ค่ะ (Chutoro) ขึ้นชื่อว่าโทโร่ทุกคนคงนึกถึงส่วนที่ดีที่สุดของปลาทูน่า ส่วนท้องที่มีชั้นไขมันแทรกอยู่ ชูโทโร่เป็นส่วนที่มันรองจากโอโทโร่ค่ะ และสำหรับชูโทโร่ชินนี้ อยากจะบอกว่าดีมากกกกกก คิดว่าอร่อยสุดเท่าที่เคยกินมาในเมืองไทยละ ไม่มันจนเกินไป ชั้นไขมันละลายกับส่วนเนื้อของปลาได้อย่างลงตัว อุณหภูมิของปลาที่เชฟเตรียมไว้กำลังพอเหมาะกับการกิน ไม่เย็นจนเกินไป (เคยไปทานบางแล้วแล้วเนื้อปลาเย็นเกินไปทานไม่รู้รสเลยค่ะ) ที่ร้านนี้จะมีเทคนิคพิเศษคือเอาเนื้อปลาชูโทโร่มาสับกับต้นหอมเพื่อเพิ่มรสชาติค่ะ แปลกดี

หลังจากได้ชิมสุดยอดชูโทโรแล้ว คราวนี้ความอยากถามหา สั่งโอโทโร่ (Otoro) มาลองชิมเลยดีกว่า ลองสังเกตุดูรูปข้างล่างดีๆนะคะ ไขมันจะดูเยอะกว่า ลายการแตกตัวของไขมันดูสวย ดูไปดูมาเหมือนเนื้อวัวมากกว่าปลา ฮ่าๆๆ ที่จริงจันก้อไม่ได้ดูอะไรเป็นหรอกค่ะว่าอย่างไหนดีหรอไม่ดี แต่แค่เห็นแล้วอย่างงี้มันดูสวยดีเน้อะ แตดตัวดี ท่าทางน่าอร่อย แต่พอลองทานดูแล้วก้ออร่อยค่ะ แต่ไม่เท่าที่คาดหวังไว้ มันๆไปหน่อย ไขมันกะเนื้อไม่เข้ากันดีกว่าที่คิดไว้ อาจจะคาดหวังมากไปหน่อย แต่ว่าชอบชูโทโร่มากกว่านะ

กินมันๆไปสองชิ้นละ มากินไข่หวานแก้เลี่ยนกันหน่อยดีกว่า เนื้อไข่ดูเนียนๆดีค่ะ หวานๆตามชื่อ แต่ว่ากลิ่นไข่มีมากไปหน่อย รู้สึกเหมือนกินไข่เจียวเลย ที่เห็นอย่างงี้ข้างในมีข้าวอยู่นะคะ

หลังจากทานของแก้เลี่ยนไปแล้วเรากลับมาเมนูหลักกันต่อดีกว่าค่ะ ซูชิหอยปีกนก คำนี้ไม่มันหอยปีกนกกรุบกรอบสดกำลังพอดีเลยยค่ะ เป็นหอยปีกนกที่อร่อยมาก (ชอบมากกว่าหอบปีนกสดๆของร้านมารุอีกแฮะ)

ชิ้นข้างๆหอยปีกนกที่สั่งมาทานติดกันคือเอนกาวะ (Engawa) หรือว่าครีบปลาตาเดียวนั่นเอง ซูชิชนิดนี้อย่างที่ทราบกันดีว่าเริ่มมาบูมมาดังกันเอาจริงๆก็จากมิยาทะเกะ และซูชิมาสะเนี่ยล่ะ เอนกาวะของ Mugendai อย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ หน้าตารูปลักษณ์นั้นสมส่วน เนื้อดูแน่น ชิ้นไม่หนาพอดีคำย่างด้วยไฟอ่อนๆให้น้ำมันละลายออกมาเพื่อเพิ่มความหอมย่างเช่นร้านอื่นๆทำ แต่ว่าข้อแตกต่างของที่ร้านนี้และร้านอื่นคือเอนกาวะของที่นี่จะย่างแล้วปรุงรสด้วยมานาวและเกลือแทนที่จะทานกับน้ำ ponzu อย่างร้านอื่นๆค่ะ ผลลัพธ์ที่ได้คือความหอมสดชื่นของกลิ่นมานาวแล้วรสชาติเปรี้ยวๆเค็มๆที่ลงตัวเมื่อผสมกับเกลือ ก็แปลกไปอีกแบบนะคะ จันได้ลองอ่านรีวิวของท่านอื่นๆ บางท่านก็ชอบแบบจิ้มพอนซึมากกว่าค่ะ อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบ ต้องลองเองค่ะ แต่ที่แน่ๆเลยเอนกาวะของที่นี่คุณภาพเยี่ยมสุดแน่นอน

คราวนี้ถึงตาของก้ามปูกันบ้างคะ ต้องขอโทษด้วยที่จำไม่ได้จริงว่าชื่อภาษาญี่ปุ่นเค้าเรียกกันว่ะอะไร ก้ามปูอันนี้อร่อยดีค่ะ เนื้อปูหวานๆหยอดหน้าข้างบนด้วยมันปู สีสวยตัดกันดี คำนี้ก็เป็นซูชิที่ควรค่าแก่การสั่งอีกคำนึงเลยค่ะ

ตามกันมาติดๆด้วยซูชิไข่หอยเม่น (Uni) ในขณะนี้มูเกนไดไม่มีไข่หอยเม่นสดแบบเป็นตัวๆเพราะว่าช่วงนี้ไม่ใช่หน้าของมันค่ะ แต่ว่าแค่แบบนี้ก็หอมอร่อยดีนะคะ ไม่มีกลิ่นคาว แต่เท่าที่ชิมดูรสชาติไม่ได้ต่างจากไข่หอยเม่นของซูชิมาสะเท่าไหร่นักค่ะ

คำต่อมานี้เป็นซูชิเนื้อโกเบค่ะ ชั้นของไขมันในเนื้อโกเบจะน้อยกว่ามัสซึซากะหน่อยค่ะ จะได้รสชาติของเนื้อวันมากกว่า ซูชิเนื้อของมูเกนไดจะเป็นข้าวที่ห่อด้วยเนื้อที่แล่บางๆค่ะ กินง่ายเคี้ยวเข้าไปปุ๊บละลายเข้ากะข้าวได้พอดี แต่ส่วนตัวแล้วจันว่านะคะ ถ้าอยากจะรับประทานเนื้อกัน ไปสั่งเนื้อซุปเปอร์กิวที่กิวกิว เต้ ทานเลยน่าจะสะใจกว่าค่ะ

หลังจากทานนู่นนี่นั่นไป ก้อเลิกไม่ถูกแล้วค่ะว่าอยากจะทานไรต่อ เชฟเค้าก็เลยช่วยแนะนำเป็นปลากิมเมะได (ท่านที่อ่านรีวิวของซูชิมาสะคงจำกันได้ว่ากิมเมะไดคือปลาตาโตสีแดงๆตัวใหญ่ๆค่ะ) ไอ้เราก้อกล้าๆกลัวๆยังไม่อยากสั่งเพราะจำได้ว่าที่มาสะหลังๆทานกิมเมะไดไม่ค่อยอร่อย เชพเค้าก้อคงอยากให้ลองมากค่ะเลยให้ชิ้นเล็กๆมาลองชิมดู ปรากฎว่า เฮ้ย อร่อยแฮะ ย่างไฟอ่อนๆกำลังพอดี หนังกรอบได้ที่ ไขมันจากหนังปลาละลายออกมาเพิ่มความหอม เนื้อปลาไม่แข็ง ที่จริงก็เป็นเมนูที่น่าสั่งค่ะ แต่เห็นว่าไหนๆได้ชิมฟรีแล้ว ลองสั่งอย่างอื่นดีกว่า ฮ่าๆๆ

หมดมุขการสั่งซูชิละคะ เพราะว่าหลายๆอย่างที่ชอบทานอย่าง ปลาหมึกขาว (Ika) กุ้งลายเสือ หรือว่าจะเป็นปลาทู (Aji) ของหมดค่ะวันนี้ ก็เลยพอก่อนแค่นี้ดีกว่าสำหรับซูชิ แต่ที่จริงแล้วมีอย่างอื่นน่าทานอีกเยอะเลยนะ ปลาไหลจะมีทั้งสามแบบ Unagi / Anago / ปลาไหลทะเลที่ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร อย่างตับห่านของที่นี่ก็น่ากินมากเลยค่ะ สวยงามมากๆ แต่ไม่ไหวละ ไว้คราวหลังค่อยว่ากันนะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขอเชิญชมอาหารประเภทอื่นที่นอกจากซูชิีดีกว่าค่ะ ตามชื่อร้านนะคะ มูเกนไดจะขึ้นชื่อทั้งซูชิและเทมปูระ ดังนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเทมปูระค่ะ ที่อยู่ในจากก็จะเป็นกุ้งและปลาหมึกค่ะ ส่วนตัวคิดว่าเทมปูระที่นี่ไม่ได้พิเศษค่ะ ชอบซูชิมากกว่าเยอะเลย มันไม่ได้กรอบอะไรมากมาย

อันต่อมานี่รู้สึกว่าพลาดมาก แอบเซ็งพนักงานที่แนะนำอาหารเรานิดนึงว่า ของแบบนี้ไม่น่าแนะนำว่าควรสั่งเลย เทมปูระไข่ค่ะ คือเราเห็นชื่อเราก็อยากรู้อ่ะนะว่ามันเป็นยังไง แล้วก้อบ้ายุตามเค้าเลยสั่งมา โอโห้ เมือเห็นและยิ่งชิม นี่มันไข่แดงทอดดีๆนี่เอง ก็ยังดีนะที่ไข่ยังเป้นยางมะตูม แต่ 160 บาทก็ไม่คุ้มอ่ะค่ะ ทอดไข่ดาวไส่แม็กกี้ที่บ้านอาจจะคุ้มกว่า อิอิ

เนื่องจากกลัวไม่อิ่มเลยสั่ง rolls มาด้วยที่นึงค่ะ รู้สึกว่าจะเป็น crispy roll เป็นไส้ scicy salmon กะกุ้งเทมปูระค่ะ ก็อร่อยดี แต่เรื่อง rolls นี่ตอนนี้ยังถูกใจ Isao ที่สุดอยู่

นอกจากนี้ยังลองสั่งโซบะมาทานด้วยค่ะ ที่นี่โซบะเย็นอร่อยดี เส้นลวกได้กำลังไม่และเกินไป ซอสโซบะก็อร่อยค่ะรสชาติกำลังดี คิดว่าก็เป็นเมนูที่น่าสั่งอีกจานนึงสำหรับคนชอบอาหารประเภทเส้นนะคะ

หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย ก็มี complimentary เล็กๆน้อยๆจากทางร้านเป็นเมลอน (ญีปุ่นทั้งคะ) หอมๆหวานๆมาให้ทานกันให้ชื่นใจค่ะ

เมื่อทานเสร็จอิ่มหนำสำราญแล้วก็เป็นอันกลับบ้านค่ะ

ใครที่อยากไปทานมูเกนได แนะนำว่า ควรโทรของหรือสอบถามล่วงหน้าว่ามีปลาอะไรเข้าอะไรหมดค่ะ เพื่อความไม่ผิดหวังในการรับประทานนะคะ

และสามารถติมตามโปรโมชั่นหรือสอบถามทางร้านได้ที่ http://www.facebook.com/mugendaibkk

หรือที่เบอร์ 02 726 9222 ค่ะ

ทาให้อร่อยกันนะคะ

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

Advertisements

Leave a comment

Filed under Japanese, Recommended, Taste of Bangkok

Le VendOme

เนื่องจากงานเข้ามิหยุดหย่อนเลยต้องห่างหายกันไปนานเลยทีเดียวกับการอัพเดทร้านอาหารอร่อยๆ คราวนี้ได้โอกาสดีขอเริ่มการรีวิวรอบเดือนใหม่กับร้านอาหารที่ได้ไปรับประทานมาสำหรับมือฉลองวันเกิดอายุครบ 24 ปีพอดิบพอดี 🙂 หลังจากเลือกอยู่นานว่าจะไปฉลองกันที่ร้านไหนดี สรุปแล้วก็ไปตกลงปลงใจที่ Le Vendome (ก่อนหน้านี่ตั้งอยู่ที่ตึก M-Thai, All Seasons Place แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 31 ซะแล้วค่ะ) – ตอกแรกก็กล้าๆกลัวๆว่าไปร้านที่ไม่เคยทานมันจะอร่อยมั้ยนะ เราคิดว่าหลายๆคนคงเป็นเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาก็ โอกาสพิเศษทั้งทีวันปกติเราก็ค่อยไปทานร้านประจำแล้วกัน

เมื่อมาถึง..บรรยากาศร้านก็เป็นสไตล์บ้านเดี่ยวสองชั้น และมีที่นั่ง outdoor อยู่ตรงสระว่ายน้ำที่อยู่ชั้นลอย (แปลกใจล่ะสิ แต่สระว่ายน้ำอยุ่ด้านนอกซึ่งเป็นชั้นลอยจริงๆค่ะ) เข้าไปวันนั้นห้องด้านล่างซึ่งควรจะเป็นโต๊ะเล็กให้นั่งหลายๆโต๊ะถูกจัดรวมกันให้เป็นโต๊ะใหญ่ประมาณ 20 ที่ ก็เหมือนว่าห้องนั้นโดนแปลงให้กลายเป้นห้องส่วนตัวไปโดยปริยาย สำหรับส่วนอื่นๆของร้านก็เป็นห้องเล็กๆ รวมกันสองชั้นน่าจะซักประมาณ 4-5 ห้อง ในแต่ละห้องที่นั้งเป็นโซฟาดูนิ่มๆ และมีทีวีจอแบนติดอยู่ค่ะ สำหรับโต๊ะที่เราได้นั้นเป้นโต๊ะที่อยู่ในห้องที่ใหญ่หน่อยซึ่งถูกจัดให้เป็นโต๊ะทานข้าวสำหรับสองกลุ่ม คือเราและอีกกลุ่มนึง และเนื่องจากมันเป็นห้องเล็กๆแต่ต้องแชร์พื้นที่กับคนที่ไม่รู้จัก ทำให้รู้สึกอึกอัดพิลึกค่ะ สุดท้ายเราเลยตกลงย้ายไปนั่งข้าวล่างกับโต๊ะใหญ่ ถึงจะเสียงดังหน่อยแต่ยังอึกอัดน้อยกว่า – สรุป – สำหรับสถานที่ร้านนี้ เราว่าเหมาะกับการไปเป็นกลุ่มๆแล้วจองห้องส่วนตัวมากกว่าไปกันสอง-สามคน แต่โดยส่วนตัวการจัดการใช้สอบพื้นที่ของร้านดูแปลกๆค่ะ

มาว่ากันถึงเรื่องของอาหารบ้าง เนื่องจากทานกันแค่สองคนเลยสั่งอะไรได้ไม่ค่อยมาก และทั้งคู่ไม่คุ้นเคยกับอาหารฝรั่งเศสเท่าไหร่ (แต่อยากแรดไปกิน) ก็เลยจบด้วยการสั่งอาหารเบสิคของอาหารฝรั่งคือ ลอบสเตอร์ซุป พาสต้า และ สเต๊กค่ะ (ปล. เจ้านายบอกว่า roasted beef ของร้านนี้อร่อยมากกกก แต่ว่ารสชาติจะเป็นยังไงนั้น ต้องอ่านต่อนะคะ)

หลังจากที่รออยู่นานมาก…อาหารจานแรก (นอกจากขนมปัง) ก็มาให้ตกถึงท้องกันซะที จานนี้เป็นกุ้งราสซอสอะไรซักอย่าง ทางร้านให้เป็น complimentary ค่ะ รสชาติก็อร่อยค่ะ แต่อร่อยแบบที่จินตนาการได้ ออกหอมๆ อะไรประมาณนั้นไม่ได้พิเศษอะไร … แต่เราว่ากุ้งมันจุ๋มขิ๋มไปหน่อย น่าจะใช้ของที่มีคุณภาพดีกว่านี้ได้ค่ะ (เอาเถอะ ของฟรี)

จานนี้เป็น lobster soup ค่ะ เราว่ารสชาติธรรมดาค่ะ ดูแปลกดีมีสิ่งที่รูปร่างหน้าตาเหมือนปอเปี๊ยะกุ้งวางอยู่ข้างบนด้วย อ่อลืมบอกไป ล็อปสเตอร์ซุปของที่นี่ใส่ทรัฟเฟิลด้วยค่ะ

จานนี้สิคะ…เด็ด..(จากอาหารทั้งหมดที่สั่งวันนี้ เราว่าพาสต้าจานนี้อร่อยสุดค่ะ) เป็นพาสต้าผัดพริกกระเทียม กับซุปเปอร์ซีฟู้ด – ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารทะเลชั้นดีทั้งหลาย กุ้งตัวใหญ่ๆ ปลาหิมะ ปลาแซลมอน และหอยเชลล์ – แล้วก็ใส่ทรัฟเฟิลอีกแล้ว ส่วนสรรพคุณความอร่อยเริ่มจากเส้นลวกมามีความยืดหยุ่นดีมากๆไม่สุกหรือดิบเกินไป การผัดก็หอมเข้ากับเส้นและไม่แฉะหรือแห้งไป กำลังพอดีสุดๆ เราว่าก็เป็นพาสต้าผัดพริกกระเทียมที่อร่อยมากๆอยู่

จานนี้ Roasted Beef ที่มีคนแนะนำให้มาทานและเป็นสิ่งพิเศษของร้านเลยทีเดียว เห็นว่าถึงขั้นต้องจองกัน (และเราก็ได้จัดแจงจองไว้) พอทานแล้วเราก็คิดว่าลิ้นเราคงไม่สามารถเข้าถึงความอร่อยของมันได้ คือมันก็อร่อยดีค่ะตามสไตล์ Roasted Beef แต่สำหรับเรา roasted beef มันก็เป็น roasted beef วันยังค่ำ อาจจะเป็นเพราะเราชอบสเต๊กแบบย่างมากกว่ามั้งคะ ถ้ายังไงใครที่เป็นคอ Roasted Beef ไปทานมาแล้วช่วยมาคอมเม้นเราหน่อยแล้วกันนะคะ ว่ารสชาติเป็นยังไง สรุปคือ เราค่อนข้างผิดหวังกับจานนี้เพราะสำหรับเรารสชาติมันไม่สมราคาเอาซะเลย (฿ 1,900)

และเนื่องจากเนื้อที่ใหญ่และเยอะจนเกินไป แต่ออกเลี่ยนจนทานไม่หมดก็เลยต้องสั่งพาสต้าอีกจานมาแก้หิวกันหน่อย จานนี้เป็นผัดกับซอสเนื้อสับมะเขือเทศ ซึ่งทำมาจากมะเขือเทศสดและใส่ทรัฟเฟิล (อีกแล้ว) เรื่องรสชาติ สำหรับเราแพ้จานก่อนขาดวิ่นเลยค่ะ เหตุผลสำคัญเลยคือต้มเส้นมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อาจจะรีบเพราะกลัวเราหิวมันดิบไปค่ะ ยังแข็งๆอยู่เลย 😦 แต่รสชาติของซอสก็อร่อยเรื่อยๆค่ะ

พอทานหมดก็อิ่ม…แต่เลี่ยนใจนึงอยากสั่งของหวาน แต่อีกใจก็ไม่อยากรอเพระาว่ามันนานแน่ๆ สุดท้ายก็เลยเก็บเงินแล้วอพยพกันกลับบ้านดีกว่าค่ะ

โดยรวมแล้วร้านนี้ก็เป็นร้านอาหารที่ดีร้านหนึ่งค่ะ เหมาะกับมาทานกับคุณพ่อคุณแม่ ทั้งเรื่องบรรยากาศร้านและภาระของกระเป๋าสตางค์ บริการของทางร้านก็เอาใจใส่ลูกค้าดีค่ะ แม้ว่าจะมีข้อเสียเรื่องการรออาหารนาน หรือมีปัญหาเรื่องที่นั่ง แต่เราว่าในกรณีของเราคงเป็นเพราะว่าเราไม่ทราบเองมากกว่า ไม่ใช่ความผิดของร้านแต่อย่างใดค่ะ

ถ้าใครสนใจอยากไปลองทาน ติดต่อ Le Vendome ได้ที่นี่เลยคะ

Tel: 0-2662-0530-1

ร้านเปิด: รอบกลางวัน 11.00 – 14.30 และรอบเย็นเวลา 18.00 – 23.00 ค่ะ

1 Comment

Filed under Taste of Bangkok, Western

Sushi@Miyatake

ต้องขออนุญาตเอา Sushi Miyatake ออกจาก recommended list นะคะ เพราะว่าเนื่องจาก Chef เป้ พ่อครัวที่เราชื่นชอบได้ย้ายออกจากมิยาทาเกะไปเปิดร้านของตัวเองชื่อ SUSHI MASA ที่ ซอยพญานาค (ซอยข้างโรงแรมเอเซีย) ตรง bts ราชเทวีเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ดังนั้นเมนูแนะนำด้านล้างนี้ ถ้าใครสนใจอยากทาน จันแนะนำให้ไปทานที่ Sushi Masa ของเชฟเป้แทนนะคะ รับรองว่ารสชาติ และวัตถุดิบดีไม่แพ้กันเลยค่ะ 

รีวิวของซูชิมาซะจะตามมาอัพเดทเรื่อยๆต่อไปนะคะ 🙂

___________________________________________________________________

หลังจากที่ได้รีวิวอาหารไปหลายแบบแล้ว  คราวนี้ก็ถึงตาของอาหารโปรดที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างซูชิกันซะหน่อย คราวนี้เราจะไปทัวร์ร้าน Miyatake ค่ะ ใครที่เป็นนิยมชมชอบปลาดิบน่าจะเคยทานหรือได้ยินชื่อเสียงของร้านนี้ผ่านหูกันอยู่บ้าง เค้าเป็นผู้นำเข้าปลาดิบรายใหญ่ของไทยเลยค่ะ มีอยู่ทั้งหมด 5 สาขาด้วยกัน (ถ้าเราจำไม่ผิด) ที่ K-Village, Isetan, Tokyu มาบุคญครอง, Fuji Super สุขุมวิท 33/1, และ Fuji Super สุขุมวิท 39

วันนี้เราจะพามาชิมกันที่ Fuji Super สุขุมวิท 33/1 ร้านเป็นร้านเล็กๆนั่งที่เค้าท์เตอร์ได้ 3 ที่ และมีโต๊ะเล็กๆอีกสองโต๊ะ นั่งได้โต๊ะละ 2 ที่ค่ะ เหมือนอย่างทุกครั้ง วันนี้เมื่อเราเดินเข้าร้านไปก็จะมีเสียงที่คุ้นเคยจาก “เชฟเป้” ที่รอทักทายลูกค้าด้วยความกระตือรือร้น (ปกติเราเป็นขาประจำที่เค-วิลเลจค่ะ แต่เมื่อซักเดือนนึงที่ผ่านมาเชฟเป้ย้ายจากสาขาเค-วิลเลจมาที่สาขานี้ เราก็เลยตามมาทานค่ะ) เราจะถือว่าเป็นลูกค้าประจำของเชฟเป้เลยก็ว่าได้ เพราะว่าเมื่อตอนที่อยู่ K-Village เราไปทานประมาณอาทิตย์ละสองครั้งได้ (ลดความอ้วนอ่ะค่ะ อาหารลีนๆมันหายาก เลยต้องพึ่งปลาดิบ)

ตอนแรกๆที่ไป เนื่องจากร้านนี้เค้าดังเรื่อง Toro, Tuna, Engawa & etc… เราก็ลองสั่งซูชิหลายๆหน้ามาทาน โทโร่เค้าก็ถือว่าอร่อยแล้วเมื่อเทียบกับมาตรฐานร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย ส่วนตัวเราว่าดีพอๆกับ Maru, โชกุน หรือ Nippon Tei เลยทีเดียว แต่ก็อย่าว่าอย่างนู้นอย่างนี้เลย เราชอบโทโร่ที่เราเคยทานที่ Ginza Kyubei ที่ญี่ปุ่นมากกว่า มันอร่อยมากจนเราไม่อยากจะทานโทโร่ที่ไหนอีกเลย (พูดไปก็เหมือนเว่อร์ แต่จริง – เดี๋ยวโพสต์ต่อไปเราจะมี Special Review สำหรับร้าน Kyubei ที่ญี่ปุ่นละกันนะคะ) ทานเรื่อยๆเริ่มลงตัวค่ะ จนเดี๋ยวนี้เราจะมี combo set ที่เวลาเราไปทุกครั้งจะสั่งแบบเดิมซ้ำๆ ยกเว้นว่าบางวันที่เชฟเป้จะแนะนำว่าวันนี้ปลานี้มีมาเป็นพิเศษ หรือว่าชิ้นนี้นี่อร่อยจริงๆต้องลอง และคอมโบเซ็ทของเราก็มีตามนี้เลยค่ะ

1. Salmon-Ikura Don

จานนี้เป็นข้าวหน้าปลาดิบประเภทหนึ่งซึ่ง top ด้วยเนื้อปลาแซลมอนย่างไปอ่อนๆ จะสุกเฉพาะด้านนอกแค่ยังคงความนุ่มของเนื้อปลาดิบด้านในเอาไว้ เพียงแค่ย่างไฟอ่อนๆให้มีความหอมของเนื้อปลาออกมา ส่วนอีกด้านหนึ่งของจากจะเป็นไข่ปลาแซลม่อนที่ชุ่มไปด้วยซอสโชวยุ รสชาติกำลังดีไม่เค็มจนเกินไป ทำให้เวลาที่เรากินจานนี้ไม่จำเป็นต้องจิ้มโชวยุอีกเลย และเมื่อทานคู่กับไข่หวานโรยงาและสาหร่ายญี่ปุ่นที่อยู่ด้านล่าง ความหวานของไข่และกลิ่นหอมของงา บวกกับรสเค็มๆของไข่ปลาแซลมอนทำให้เกิดรสชาติที่ลงตัวมากๆสำหรับเมนูนี้ เราต้องขอขอบคุณในความสร้างสรรค์ของร้าน Miyatake ที่มีเมนูอร่อยๆนี้ขึ้นมา

อ่อ…ลืมไปอีกอย่างค่ะ ข้าวซูชิของที่นี่เเด็ดมาก อุณหภูมิและความเปรี้ยวกำลังพอดี สามาทานเล่นได้เลยค่ะ และที่สำคัญไม่แฉะและเหนียวหนึบติดมือติดตะเกียบ อันนี้ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของเชฟเป้จริงๆค่ะ เราเคยไปทานตอนที่เป็นเชฟคนอื่นทำ โดยส่วนตัวเราว่าเชฟเป้ทำอร่อยกว่า

ส่วนขิงดองของที่นี่ก็อร่อยดีเหมือนกันนะคะ ปกติเราเป็นคนไม่ชอบทานขิงดอง แต่ว่าที่นี่ไม่เผ็ดและไม่มีกลิ่นเราพอทานได้ค่ะ ถ้าใครที่ชอบทางขิงดองเราว่าคงจะโปรดปรานขิงดองของที่นี่กันเลยทีเดียว

2. Saba/Hokkigai Sashimi

จานนี้ต้องถือว่าพิเศษซักหน่อยเพราะว่าปกติแล้วเราจะสั่ง Tako/Hokkigai ค่ะ แต่ว่าวันนี้เนื้อซาบะที่ร้านดูดีมากเลยอดไม่ได้ที่จะสั่ง

  • Saba – วันนี้ซาบะที่ร้านเนื้อแน่นอร่อยค่ะ เราลองชิมดู รสชาติของเนื้อมันเหมือนกับสุกแล้ว ก็งงค่ะว่าเอาไปต้มมาแล้วรึเปล่า ด้วยความสงสัยเลยถามเชฟดู คำตอบที่ได้คือปลาซาบะแบบนี้เชฟเค้าจะนำไปหมักเกลือแล้วแช่น้ำส้มสายชูค่ะ ปลาดิบเมื่อโดนกรดมันเลยสุกนี่เอง
  • Hokkigai – หรือที่เรารู้จักกันในนามหอยปีกนก เราคิดว่าน่าจะสุกแล้วนะคะ สัมผัสมันหนึบๆดี เนื้อออกรสหวานค่ะ อยากให้ลองสังเกตุที่ภาพดูว่าสีสันและรูปร่างนั้นดูสีสดใส ไม่ได้ดูซีดๆเหี่ยวๆเหมือนทั่วไป ปกติเราก็ไม่ค่อยทานค่ะ แต่ว่าลองได้ทานที่นี่แล้วติดใจเลย
  • Tako – ขอรีวิวเพิ่มเติมสำหรับเมนูประจำแล้วกันนะคะ อยากจะบอกว่าทาโกะที่นี่ อร่อยมากกกกก….. เราไม่ชอบกินปลาหมึกยักษ์ค่ะ จะชอบปลาหมึกขาวมากกว่า เนื่องจากร้านส่วนมากที่ทำปลาหมึกยังมันจะเหนียวๆไม่ค่อยอร่อย ให้ความรู้สึกเหมือนเคี้ยวยางลบ แต่ว่ามีวันนึง ตอนที่เรานั่งทานอยู่ที่ K-Village เจ้าของร้านซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นเค้าแนะนำให้ลองว่าของเค้าอร่อยมาก เราเลยลองดู ปรากฎว่าอร่อยจริงแฮะ ปลาหมึกยักษ์ที่นี่ หนึบแต่เคี้ยวง่าย แถมรสชาติก็ดีออกเค็มๆนิดนึง ไม่น่าเชื่อว่าปลาหมึกยักษ์จะรสชาติอย่างงี้ หลังจากนั้นเป็นต้นมาสั่งตลอดเลยค่ะ คู่กับหอยปีนกเนี่ยล่ะ

3. Ika Sashimi

ปลาหมึกขาวซาชิมิจานนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเหมือนเคย เหนียวๆกำลังดีแต่ความอร่อยเราว่าอยู่ในระดับ average ไม่ได้โดดเด่นกว่าร้านอื่นค่ะ โดยส่วนตัวเราชอบที่ Nippon-Tei มากกว่า

4. Engawa Sushi/Gunkan-Maki

และแล้วของดีก็ต้องมาหลังสุดค่ะ “Engawa” หรือครีบปลาตาเดียว พระเอกของค่ำคืนนี้ ซูชิคำนี้อาจจะไม่ค่อยมีในเมนูของร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป แต่สำหรับ Miyatake ซูชิครีบปลาตาเดียวคำนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของร้านไม่แพ้โทโร่เลย การทาน ซูชิ engawa มีสองแบบด้วยกัน คือทานแบบย่าง หรือว่าจะทานแบบดิบ ที่มิยาทาเกาะเค้าจะเสิร์ฟแบบย่างไฟอ่อนๆค่ะ เราเคยทานทั้งแบบย่างและแบบดิบที่ร้านอื่นๆ เราว่าที่ผ่านมา engawa ที่มิยาทาเกะเนี่ยล่ะ อร่อยที่สุดแล้ว

  • Engawa Sushi – รูปทางด้านซ้ายจะเป็นซูชิแบบ nigiri ซึ่งเวลาไปสั่งเชฟก็จะทำแบบนี้มาให้ เป็นซูชิที่วางหน้าด้วย engawa ชิ้นใหญ่ชิ้นเดียวโรบเกลือเล็กน้อยย่างไฟอ่อนๆให้น้ำมันจากครีบปลาไหลซึมลงไปในข้าว น้ำมันจากครีบปลาที่โดนย่างไฟนี้จะมีกลิ่นหอมมาก เมื่อจิ้มกับน้ำจิ้ม Ponzu ที่ออกรสเปรี้ยวๆหน่อยแล้วเวลาเคี้ยวมันจะมีรสชาติหอมมันของครีบปลาตาเดียวย่างวิ่งผล่านอยู่ในปาก บอกได้คำเดียวค่ะ ว่าอร่อยที่สุดจริงๆ
  • Engawa Gunkan-Maki – เป็นเมนูพลิกแพลงนิดหน่อยโดยการนำ engawa มาหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โรยเกลือแล้วย่างไฟก่อนที่จะเอามาโปะบนข้าวซูชิค่ะ เนื่องจากครีบปลาตาเดียวย่างแสนอร่อยของเราได้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปแล้ว ซูชิชิ้นนี้จึงต้องทำเป็นแบบกึนกัน เพื่อเให้สาหร่ายมาเป้นกำแพงร้มรอบไม่ให้ครีบปลาของเราตกค่ะ เราคิดว่าแบบกึนกันก็อร่อยไปอีกแบบนึง เหมือนว่าน้ำมันจากครีบปลาออกมาเยอะกว่า (อาจจะเป้นแค่ความรู้สึกของเราเอง) แต่ว่าเวลาตอนแรกที่เราสั่งเป้นนิกิริ จะตบท้ายคำสุดท้ายก่อนคิดเงินเป็นกึนกันเสมอค่ะ

วันนี้เราเห็นเนื้อโกเบดูสวยดีเลย เลยเกิดความอยากจนทำให้ต้องสั่ง Kobe Sushi มากิน และก็อร่อยเหมือนทกครั้งที่ผ่านมา รสชาติของเนื้อและมันของเนื้อโกเบที่โดนย่างด้วยไฟอ่อนๆละลายรวมกันอยู่ในปาก บอกกับรสเปรี้ยวเล็กๆของน้ำจิ้ม Ponzu ที่เอาไว้ทานคู่กับของย่าง มันอร่อยจนอยากเบิ้ลอีกคำเลยล่ะค่ะ

อาหารสำหรับวันนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้พร้อมกับเราที่กินจนพุงกาง คราวนี้เราก็ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงส่วนนี้ลงเมนูของที่ร้าน และรูปของเชฟเป้ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยของมือนี้ให้ทุกท่านได้ชมนะคะ

Good Night ค่ะ 😉

7 Comments

Filed under Asian, Japanese, Restaurant Review, Taste of Bangkok