Tag Archives: sushi

Sushi Masa 2 @ Thonglor Soi 5

กลับมากันอีกครั้งกลับ Imperial Teaspoon ค่ะ หายหน้าหายตากันไปนานเลย วันนี้จันกลับมาพร้อมกับรีวิวของร้านซูชิสุดฮิตของตอนนี้ Sushi Masa ค่ะ

เมื่อวานนี้จันมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมสาขาที่สองของซูชิมาสะที่เพิ่งเปิดดำเนินการได้เป็นวันแรกมา ร้านสองนี่จะตั้งอยู่ที่ทองหล่อ ซอย 5 อยู่ในมุมนึงของร้านอาหาร The Andaman ร้านเก่าแก่ของย่านนั้นค่ะ มาดูดีกว่าค่ะว่าร้านหน้าตาเป็นยังไง

ร้านก็ยังดูเป็นสไตล์เดิมนะคะ มีรูปแบบการแต่งร้านที่คล้ายร้านแรก แต่ตอนนี้โต๊ะในโซนร้านเองยังมีไม่เยอะค่ะ counter จันคิดว่าน่าจะนั่งได้ซัก 15 ที่ และมีโต๊ะเล็กใหญ่อีกประมาณ 7-8 โต๊ะ แต่ว่าหากไปแล้วที่นั่งในโซนซูชิมาสะเต็ม หรือว่าไปทานอาหารที่ร้านอันดามันที่เป็นอาหารฝรั่งแล้วอย่างสั่งซูชิมาทานด้วย สามารถสั่งข้ามไปทานที่ฝั่งนู้นได้ค่ะ ข้อดีของการนั่งทานที่อันดามันก็คงจะเป็น บรรยากาศแบบเงียบเชียบหน่อยๆ ไม่จอแจเหมือนในมาสะ

วันนี้มาทานกันกับเพื่อนๆรวมทั้งหมดสาวๆ 5 คน และได้สั่งอาหารตามนี้เลยค่ะ

Unagi Roll หรือโรลปลาไหล เป็นข้าวปั้นหน้าปลาไหลสอดไส้ด้วยแตงกวา อโวคาโด และไข่หวานค่ะ เมนูนี้น่าจะเป็นเมนูโปรดใครหลายๆคนอยู่ เพราะเวลาไปกินที่ร้านแล้วเห็นคนสั่งกันเกือบทุกโต๊ะเลยนะ รสชาติก็อร่อยอย่างที่นึกออกเพราะเป็นเมนูทานง่ายค่ะ คนไม่กินปลาดิบไปนั่งกะเพื่อนก็สั่งจานนี้มาทานได้สบายๆเลย

ด้านบนนี้คือ Salmon Roll หรือว่าโรลหน้าปลาแซลมอนค่ะ เป็นโรลไส้ไข่หวานห่อด้วยปลาแซลมอนย่างเติมรสด้วยมายองเนสและไข่ปลาแซลมอน ส่วนตัวจันว่าจานนี้จืดๆไปหน่อยค่ะถ้าทานโดยไม่จิ้มอะไรเลย โดยเฉพาะเมื่อทานต่อจาก Unagi Roll แล้วมันไม่ค่อยมีรสชาติอะไรเท่าไหร่

ต่อมาคือ Rainbow Roll หรือโรลสีรุ้ง เป็นโรลที่ปั้นด้วยปลาสองชนิดคือ เนื้อปลาทูน่าแดง (Akami) และปลาแซลมอน ส่วนไส้ข้างในจะมี กุ้ง ปูอัด ไข่หวาน และแตงกวา ค่ะ แต่จันว่าวันนี้โรลมันดูหน้าตาแปลกๆไปหน่อยเพราะปกติโรลประเภทนี้ถ้าทานที่ร้านอื่นอโวคาโดน่าจะถูกปั้นไปพร้อมกัน แต่ว่าวันนี้วางทับมาแบบแปลกๆ

อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะคะ (วันนี้เชฟเป้ไม่ได้เป็นคนปั้นโรล) ปริมาณข้าวเยอะไปหน่อยพอทานแล้วมันไม่ค่อยจะพอดีกับเนื้อปลาและไส้ที่ได้มา พอเคี้ยวๆใกล้ๆหมดคำแล้วมันจะเหลือแต่ข้าวค่ะ สรุปว่าในโรลทั้งสามอย่างนี้ชอบโรลปลาไหลที่สุด เพราะว่าซอสราดปลาไหลของที่นี่มันจะไม่ออกหวานแล้วข้นจนเลี่ยนมากเกินไป มีรสชาติเค็มๆเปรี้ยวๆอยู่ทำให้ทานง่าย

เมื่นรับประทานอาหารเรียกน้ำย่อย (ที่เยอะมาก) กันจนอิ่มแ้ล้วมาเริ่มมันเมนูเด็ดของร้านเลยดีกว่าค่ะ

วันนี้ไม่มีคอมเม้นอะไรกับ Salmon Sashimi และหอยปีกนกเลยค่ะ เชฟเป้ใจดีจัดให้เหมือนก่อน เต็มอิ่มจุใจ เนื้อแซลมอนชิ้นใหญ่ๆ แต่พอดีคำ แล้วหอยปีกนกกรอบๆคุณภาพดีเหมือนแต่ก่อนค่ะ แต่ว่าแซลมอนถ้าใครไม่ชอบทานเนื้อส่วนที่มันๆ จะบอกเชฟไว้ก่อนก็ดีนะคะ เค้าจะได้ตัดส่วนที่ไม่มันมาให้ จันว่าจะทานซูชิและซาชิมิให้อร่อยเนี่ย ต้องขึ้นอยู่กับเชฟและความใส่ใจของเชฟจริงๆ อย่างปลาแซลมอนเนี่ย ถ้าตัดมาชิ้นใหญ่เกินไปเราก็จะกินลำบาก และหอยปีนกเนี่ยวิธีการเตรียม เชฟบางคนบางที่อาจไม่ใส่ใจ หยิบจากตู้หั่นๆใส่จานมาเลย มันจะเปียกๆแฉะๆกินไม่อร่อย แต่อย่างเชฟเป้เนี่ยเค้าจะซับน้ำส่วนเกินออกให้ก่อน ไม่น่าเชื่อนะคะ เทคนิคเล็กๆน้อยๆบวกกับความใส่ใจในการทำอาหารจะทำให้รสชาติต่างกันเลยทีเดียว

มาแล้วสิ่งที่พลาดไม่ได้จะต้องสั่งทุกครั้งที่ไปคือ Engawa (ครีบปลาตาเดียว) ชิ้นขาวๆใหญ่ๆ หอมๆ มันๆ ความรู้สึกในการกินเอ็นกาวะวันนี้ ก็อร่อยค่ะ แต่มันไม่เหมือนแต่ก่อนซะทีเดียว ทราบมาว่าทางร้านเปลี่ยนผู้ส่งปลา ถ้าเป็นแต่ก่อนตอนที่เราไปทานแล้วรู้สึกชอบจริงๆเนี่ย คือ texture ของเนื้อปลาจะมีความมันและความกรุบกรอบผสมผสานกันอยู่ เคี้ยวไปจะมีกรุบๆ แต่ว่าคราวนี้มันเหมือนจะเป็นชิ้นมันที่ละลายในปากได้โดยไม่ต้องเคี้ยว จันว่าจันชอบแบบเก่ามากกว่าค่ะ

นอกจากนี้มีข้อแนะนำถ้าจะสั่งเมนูประเภทที่ต้องจิ้มซอสพอนซึ เช่น เอ็นกาวะ หรือหอยเชลล์ย่างค่ะ ควรจะขอน้ำจิ้มพอนซึแยกมามงเองดีกว่าค่ะ จันว่าแบบนั้นอร่อยกว่า เพราะเมื่อวานที่ไปกินเชฟเค้าราดมาให้เลยแล้วมันรู้สึกไม่ค่อยจุใจทำให้รสชาติไม่ค่อยพอดีเท่าไหร่ค่ะ

อ่าาา และสิ่งนี้ก็มาถึงซะที พระเอกของงานเลยค่ะ foie gras sushi ตับห่านย่างหอมๆ วางบนข้าวพร้อม ราดด้วยซอสเทอริยากิ อร่อยสุดๆจริง ฟัวกราให้แบบไม่งกเลยค่ะ ที่ทานไปทั้งหมด ประทับใจคำนี้ที่สุดเลย เหมือนอย่างที่พูดไปเกี่ยวกัยซอลของโรลปลาไหล ซอสเทอริยากิที่นี่รสชาติทานง่ายจริงๆ

อันนี้เป็นซูชิหอยเชลล์ค่ะ หอยเชลล์ตัีวใหญ่ๆอ้วนๆ นุ่มนิ่ม ทานง่ายกะ หอยค่อนข้างสุกเพราะผ่านการเผามาก่อนค่ะ ทานกับน้ำจิ้มพอนซึ

สุดท้ายนี้เป็นเมนูแก้เลี่ยน Californian style spicy tuna เป็นทูน่าเนื้อแดงซาชิมิหั่นเป็นทรงลูกเต๋าให้พอดีคำคลุกกับซอสมายองเนสรสเผ็ด แก้่เลี่ยนจากการทานเอ็นกาวะและฟัวกราได้เลยค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น การรับประทานอาหารวันนี้ก็คงหมดลงเท่านี้ค่ะ ไปกันสาวๆ ห้าคนทานเยอะไม่ไหวจริงๆ ถ้าใครอยากดูรีวิวอาหารอื่นๆของซูชิมาสะ สามารถตามดูได้ในลิงค์นี้เลยค่ะ https://imperialteaspoon.wordpress.com/2011/05/18/sushi-masa-by-%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%89/ มีอาหารเมนูอื่นๆเยอะแยะมากมาย

ข้อแนะนำในการรับประทาน

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีนะคะว่าร้านนี้ค่อนข้างเป็นที่ฮอตฮิตในหมู่นักกินทั้งหลาย บรรยากาศค่อนข้างจอแจ เสียงดังเหมาะกับการสังสรรค์กับเพื่อนฝูง กินเป็นครอบครัว หรือทานในหมูเพื่อนร่วมงาน แล้วแต่สะดวกเลยค่ะ แต่เนื่องจากเป็นร้านดัง และคนไปทานกันเยอะ คิวการได้โต๊ะ และเมื่อถึงโต๊ะแล้วอาจจะต้องใช้เวลาในการรออาหารนานอีกนิดนึงซึ่งอาจจะทำให้หลายๆคนที่ไปด้วยอารมหิวๆไม่พอใจกันได้ จันคิดว่าตอนนี้ทางร้านคงพยายามปรับปรุงจุดนี้กันอยู่นะเพราะ เพราะฉนั้นแล้ว ถ้าใครอยากจะไปทานซูชิมาสะ คงต้องเตรียมใจรออาหารนิดนึงค่ะ หรือว่าถ้าไปทานร้านใหม่ที่ทองหล่อนี่ก็สั่งอาหารจากร้าน ดิ อันดามัน ไปพลางๆก่อนละกันนะคะ กินให้อร่อยด้วยกินด้วยสุขภาพจิตที่ดีค่ะ

และข้อเท็จจริงอีกอย่างคือ ซูชิมาสะ อาจไม่ใช่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ดีที่สุด หรือร้านซูชิที่เป็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม หรือเป็นร้านซูชิราคาถูกที่หลายคนอาจจะไปครั้งแรกด้วยความเข้าใจอย่างงั้น และอาจจะไม่ประทับใจในคุณภาพ ราคา (ซึ่งจริงๆไม่ได้ถูกเลย ถ้าสั่งเมนูนอกเซ็ทและของที่มีราคาแพง) หรือบริการของร้าน แต่จันคิดว่าร้านมาสะก็มีจุดเด่นเฉพาะตัว ในการเกิดกว้างการกินซูชิให้คนเข้าถึงได้ง่าย โดยรูปแบบการดำเนินการของร้านที่เป็นกันเอง ไม่ได้ดูหรูหรา หรือทำให้คนทานรู้สึกเกร็งในการเข้าไปนั่งในร้านอาหาร ทำให้ผู้ทานรู้สึกว่าซูชิเป็นอาหารที่กินง่ายขึ้นค่ะ ไม่รู้ว่าคนอื่นๆเห็นด้วยกับข้อนี้มั้ย แต่จันเห็นว่านี่คือจุดเด่นสำคัญของซูชิมาสะค่ะ

Advertisements

1 Comment

Filed under Asian, Japanese, Restaurant Review, Taste of Bangkok

Mugendai Sushi & Tempura Bar

เนื่องจากช่วงนี้เป็น sushi fever เลยขออัพเดทร้านซูชิติดๆกันซะหน่อยแล้วกันนะคะ ครั้งนี้จะพาทุกคนไปร้าน Mugendai Sushi & Tempura Bar ค่ะ (หลายๆคนคงเคยได้ยินชื่ออยู่แล้วเพราะเป็นร้านดังค่ะ เพื่อนจันหลายๆคนก็คิดว่าร้านนี้เป็นร้านที่อร่อยสุดในกรุงเทพแล้วล่ะตอนนี้ – งั้นต้องตามมาดูกันเลยว่าจริงอย่างที่คุยรึป่าว)

Mugendai เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นซูชิและเทมปุระ ตั้งอยู่ที่ชั้น 7 ของตึก Grass ทองหล่อ เมื่อเดินเข้าไปจะมีลิฟท์ส่วนตัวสำหรับรับส่งลูกค้าขึ้นไปยังชั้น 7 โดยที่ร้านมีทั้ง counter bar / นั่งโต๊ะ / ห้องส่วนตัว / outdoor มีบรรยากาศหลากหลายสไตล์ให้ลูกค้าได้เลือกนั่งได้ตามแบบที่ชอบค่ะ เหมาะสำหรับทั้งมาเป้นกลุ่ม เป็นคู่ หรือว่ามานั่งเฮฮากับเพื่อนอากาศชิวๆหน้าหนาวด้านนอกได้เลย

พอเปิดลิฟท์ขึ้นมาก็จะเจอ sushi bar น่าจะมีที่นั่งประมาณสิบที่ได้ค่ะ จะมีพนักงานต้อนรับหน้าตาน่ารักๆยืนต้องรับอยู่่ค่ะ

มองเลยไปก็จะเห็นเชฟที่ตั้งใจทำอาหารกันอย่างขะมันเขม้น

สังเกตุว่าตู้แช่ปลาของที่ร้านนี้จะเน้นปลาและเนื้อซูชิชนิดอื่นที่เตรียมไว้แล้วเป็นชิ้นเพื่อรอตัดให้ลูกค้ามากกว่าการโชว์ปลาเป็นตัวๆอย่างบางร้าน เช่น มารุ ทำเป็นต้น

ดูของเรียกน้ำย่อยกันพอสมควรแล้ว คราวนี้ถึงเวลาของพระเอกอย่างซูชิชั้นเยี่ยมต่างๆกันดีกว่าค่ะ

ชิ้นแรกเลยคือกุ้งหวาน Botan Ebi อันนี้เป็นกุ้งหวานตัวใหญ่ เติมท็อปปิ้งด้วยมันกุ้ง หอมมากๆ (อย่างที่ร้าน Sushi Masa ก็มี Botan Ebi แต่ว่าจะเผาหัวกุ้งมาแทะเล่นกันเอง) กุ้งหวานแบบนี้จะต่างกับ Ama Ebi ที่เป็นกุ้งหวานตัวเล็กใส่มาในซูชิทีละสองถึงสามตัวที่หลายร้านนิยมใช้กัน เนื้อของ Botan Ebi จะแน่นกว่ามาก และคุณภาพของที่ร้าน Megendai นี้ดีอย่าบอกใครเชียว

ชิ้นนี้เป็นชูโทโร่ค่ะ (Chutoro) ขึ้นชื่อว่าโทโร่ทุกคนคงนึกถึงส่วนที่ดีที่สุดของปลาทูน่า ส่วนท้องที่มีชั้นไขมันแทรกอยู่ ชูโทโร่เป็นส่วนที่มันรองจากโอโทโร่ค่ะ และสำหรับชูโทโร่ชินนี้ อยากจะบอกว่าดีมากกกกกก คิดว่าอร่อยสุดเท่าที่เคยกินมาในเมืองไทยละ ไม่มันจนเกินไป ชั้นไขมันละลายกับส่วนเนื้อของปลาได้อย่างลงตัว อุณหภูมิของปลาที่เชฟเตรียมไว้กำลังพอเหมาะกับการกิน ไม่เย็นจนเกินไป (เคยไปทานบางแล้วแล้วเนื้อปลาเย็นเกินไปทานไม่รู้รสเลยค่ะ) ที่ร้านนี้จะมีเทคนิคพิเศษคือเอาเนื้อปลาชูโทโร่มาสับกับต้นหอมเพื่อเพิ่มรสชาติค่ะ แปลกดี

หลังจากได้ชิมสุดยอดชูโทโรแล้ว คราวนี้ความอยากถามหา สั่งโอโทโร่ (Otoro) มาลองชิมเลยดีกว่า ลองสังเกตุดูรูปข้างล่างดีๆนะคะ ไขมันจะดูเยอะกว่า ลายการแตกตัวของไขมันดูสวย ดูไปดูมาเหมือนเนื้อวัวมากกว่าปลา ฮ่าๆๆ ที่จริงจันก้อไม่ได้ดูอะไรเป็นหรอกค่ะว่าอย่างไหนดีหรอไม่ดี แต่แค่เห็นแล้วอย่างงี้มันดูสวยดีเน้อะ แตดตัวดี ท่าทางน่าอร่อย แต่พอลองทานดูแล้วก้ออร่อยค่ะ แต่ไม่เท่าที่คาดหวังไว้ มันๆไปหน่อย ไขมันกะเนื้อไม่เข้ากันดีกว่าที่คิดไว้ อาจจะคาดหวังมากไปหน่อย แต่ว่าชอบชูโทโร่มากกว่านะ

กินมันๆไปสองชิ้นละ มากินไข่หวานแก้เลี่ยนกันหน่อยดีกว่า เนื้อไข่ดูเนียนๆดีค่ะ หวานๆตามชื่อ แต่ว่ากลิ่นไข่มีมากไปหน่อย รู้สึกเหมือนกินไข่เจียวเลย ที่เห็นอย่างงี้ข้างในมีข้าวอยู่นะคะ

หลังจากทานของแก้เลี่ยนไปแล้วเรากลับมาเมนูหลักกันต่อดีกว่าค่ะ ซูชิหอยปีกนก คำนี้ไม่มันหอยปีกนกกรุบกรอบสดกำลังพอดีเลยยค่ะ เป็นหอยปีกนกที่อร่อยมาก (ชอบมากกว่าหอบปีนกสดๆของร้านมารุอีกแฮะ)

ชิ้นข้างๆหอยปีกนกที่สั่งมาทานติดกันคือเอนกาวะ (Engawa) หรือว่าครีบปลาตาเดียวนั่นเอง ซูชิชนิดนี้อย่างที่ทราบกันดีว่าเริ่มมาบูมมาดังกันเอาจริงๆก็จากมิยาทะเกะ และซูชิมาสะเนี่ยล่ะ เอนกาวะของ Mugendai อย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ หน้าตารูปลักษณ์นั้นสมส่วน เนื้อดูแน่น ชิ้นไม่หนาพอดีคำย่างด้วยไฟอ่อนๆให้น้ำมันละลายออกมาเพื่อเพิ่มความหอมย่างเช่นร้านอื่นๆทำ แต่ว่าข้อแตกต่างของที่ร้านนี้และร้านอื่นคือเอนกาวะของที่นี่จะย่างแล้วปรุงรสด้วยมานาวและเกลือแทนที่จะทานกับน้ำ ponzu อย่างร้านอื่นๆค่ะ ผลลัพธ์ที่ได้คือความหอมสดชื่นของกลิ่นมานาวแล้วรสชาติเปรี้ยวๆเค็มๆที่ลงตัวเมื่อผสมกับเกลือ ก็แปลกไปอีกแบบนะคะ จันได้ลองอ่านรีวิวของท่านอื่นๆ บางท่านก็ชอบแบบจิ้มพอนซึมากกว่าค่ะ อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบ ต้องลองเองค่ะ แต่ที่แน่ๆเลยเอนกาวะของที่นี่คุณภาพเยี่ยมสุดแน่นอน

คราวนี้ถึงตาของก้ามปูกันบ้างคะ ต้องขอโทษด้วยที่จำไม่ได้จริงว่าชื่อภาษาญี่ปุ่นเค้าเรียกกันว่ะอะไร ก้ามปูอันนี้อร่อยดีค่ะ เนื้อปูหวานๆหยอดหน้าข้างบนด้วยมันปู สีสวยตัดกันดี คำนี้ก็เป็นซูชิที่ควรค่าแก่การสั่งอีกคำนึงเลยค่ะ

ตามกันมาติดๆด้วยซูชิไข่หอยเม่น (Uni) ในขณะนี้มูเกนไดไม่มีไข่หอยเม่นสดแบบเป็นตัวๆเพราะว่าช่วงนี้ไม่ใช่หน้าของมันค่ะ แต่ว่าแค่แบบนี้ก็หอมอร่อยดีนะคะ ไม่มีกลิ่นคาว แต่เท่าที่ชิมดูรสชาติไม่ได้ต่างจากไข่หอยเม่นของซูชิมาสะเท่าไหร่นักค่ะ

คำต่อมานี้เป็นซูชิเนื้อโกเบค่ะ ชั้นของไขมันในเนื้อโกเบจะน้อยกว่ามัสซึซากะหน่อยค่ะ จะได้รสชาติของเนื้อวันมากกว่า ซูชิเนื้อของมูเกนไดจะเป็นข้าวที่ห่อด้วยเนื้อที่แล่บางๆค่ะ กินง่ายเคี้ยวเข้าไปปุ๊บละลายเข้ากะข้าวได้พอดี แต่ส่วนตัวแล้วจันว่านะคะ ถ้าอยากจะรับประทานเนื้อกัน ไปสั่งเนื้อซุปเปอร์กิวที่กิวกิว เต้ ทานเลยน่าจะสะใจกว่าค่ะ

หลังจากทานนู่นนี่นั่นไป ก้อเลิกไม่ถูกแล้วค่ะว่าอยากจะทานไรต่อ เชฟเค้าก็เลยช่วยแนะนำเป็นปลากิมเมะได (ท่านที่อ่านรีวิวของซูชิมาสะคงจำกันได้ว่ากิมเมะไดคือปลาตาโตสีแดงๆตัวใหญ่ๆค่ะ) ไอ้เราก้อกล้าๆกลัวๆยังไม่อยากสั่งเพราะจำได้ว่าที่มาสะหลังๆทานกิมเมะไดไม่ค่อยอร่อย เชพเค้าก้อคงอยากให้ลองมากค่ะเลยให้ชิ้นเล็กๆมาลองชิมดู ปรากฎว่า เฮ้ย อร่อยแฮะ ย่างไฟอ่อนๆกำลังพอดี หนังกรอบได้ที่ ไขมันจากหนังปลาละลายออกมาเพิ่มความหอม เนื้อปลาไม่แข็ง ที่จริงก็เป็นเมนูที่น่าสั่งค่ะ แต่เห็นว่าไหนๆได้ชิมฟรีแล้ว ลองสั่งอย่างอื่นดีกว่า ฮ่าๆๆ

หมดมุขการสั่งซูชิละคะ เพราะว่าหลายๆอย่างที่ชอบทานอย่าง ปลาหมึกขาว (Ika) กุ้งลายเสือ หรือว่าจะเป็นปลาทู (Aji) ของหมดค่ะวันนี้ ก็เลยพอก่อนแค่นี้ดีกว่าสำหรับซูชิ แต่ที่จริงแล้วมีอย่างอื่นน่าทานอีกเยอะเลยนะ ปลาไหลจะมีทั้งสามแบบ Unagi / Anago / ปลาไหลทะเลที่ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร อย่างตับห่านของที่นี่ก็น่ากินมากเลยค่ะ สวยงามมากๆ แต่ไม่ไหวละ ไว้คราวหลังค่อยว่ากันนะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขอเชิญชมอาหารประเภทอื่นที่นอกจากซูชิีดีกว่าค่ะ ตามชื่อร้านนะคะ มูเกนไดจะขึ้นชื่อทั้งซูชิและเทมปูระ ดังนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเทมปูระค่ะ ที่อยู่ในจากก็จะเป็นกุ้งและปลาหมึกค่ะ ส่วนตัวคิดว่าเทมปูระที่นี่ไม่ได้พิเศษค่ะ ชอบซูชิมากกว่าเยอะเลย มันไม่ได้กรอบอะไรมากมาย

อันต่อมานี่รู้สึกว่าพลาดมาก แอบเซ็งพนักงานที่แนะนำอาหารเรานิดนึงว่า ของแบบนี้ไม่น่าแนะนำว่าควรสั่งเลย เทมปูระไข่ค่ะ คือเราเห็นชื่อเราก็อยากรู้อ่ะนะว่ามันเป็นยังไง แล้วก้อบ้ายุตามเค้าเลยสั่งมา โอโห้ เมือเห็นและยิ่งชิม นี่มันไข่แดงทอดดีๆนี่เอง ก็ยังดีนะที่ไข่ยังเป้นยางมะตูม แต่ 160 บาทก็ไม่คุ้มอ่ะค่ะ ทอดไข่ดาวไส่แม็กกี้ที่บ้านอาจจะคุ้มกว่า อิอิ

เนื่องจากกลัวไม่อิ่มเลยสั่ง rolls มาด้วยที่นึงค่ะ รู้สึกว่าจะเป็น crispy roll เป็นไส้ scicy salmon กะกุ้งเทมปูระค่ะ ก็อร่อยดี แต่เรื่อง rolls นี่ตอนนี้ยังถูกใจ Isao ที่สุดอยู่

นอกจากนี้ยังลองสั่งโซบะมาทานด้วยค่ะ ที่นี่โซบะเย็นอร่อยดี เส้นลวกได้กำลังไม่และเกินไป ซอสโซบะก็อร่อยค่ะรสชาติกำลังดี คิดว่าก็เป็นเมนูที่น่าสั่งอีกจานนึงสำหรับคนชอบอาหารประเภทเส้นนะคะ

หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย ก็มี complimentary เล็กๆน้อยๆจากทางร้านเป็นเมลอน (ญีปุ่นทั้งคะ) หอมๆหวานๆมาให้ทานกันให้ชื่นใจค่ะ

เมื่อทานเสร็จอิ่มหนำสำราญแล้วก็เป็นอันกลับบ้านค่ะ

ใครที่อยากไปทานมูเกนได แนะนำว่า ควรโทรของหรือสอบถามล่วงหน้าว่ามีปลาอะไรเข้าอะไรหมดค่ะ เพื่อความไม่ผิดหวังในการรับประทานนะคะ

และสามารถติมตามโปรโมชั่นหรือสอบถามทางร้านได้ที่ http://www.facebook.com/mugendaibkk

หรือที่เบอร์ 02 726 9222 ค่ะ

ทาให้อร่อยกันนะคะ

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

Leave a comment

Filed under Japanese, Recommended, Taste of Bangkok

Sushi Cyu @ Eight Thonglor

สวัสดีค่ะ Imperial Teaspoon กลับมาอีกแล้ว วันนี้พามาชิมอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆแถวซอยทองหล่อกันค่ะ ร้าน Sushi Cyu เป็นร้านซูชิที่ตั้งอยู่ที่ตึก Eight Thonglor ไม่บอกก็รู้ว่าต้องตั้งอยู่ที่ทองหล่อซอยแปดแน่นอน เป็นตึกเดียวกันกับที่มี Pan Pacific ค่ะเข้าจากถนนสุขุมวิทก่อนถึงแยกตรงโออิชิจะอยู่ทางขวามือเลย สังเกตุง่ายค่ะ เข้าไปลงที่จอดรถใต้ดิน ร้านตั้งอยุ่ที่ชั้นสามค่ะ ใกล้ๆร้านตัดผม Park & Bomb สวาๆที่ชื่นชอบร้านตัดผมสไตล์เกาหลีอาจจะรู้จักดีค่ะ

ต้องขอโทษจริงๆที่ไปแล้วหิวมาก เลยไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปร้าน หรือหน้าร้านมาให้ดู ถ้ามีโอกาสไปใหม่เมื่อไหร่จะถ่ายมาเพิ่มเติมให้นะคะ แต่ขอบอกเลยว่าร้านบรรยากาศดีมากค่ะ เหมาะทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็น business dinner หรือ ทานกันเองกับครอบครัวหรือเพื่อนเพราะมีทั้งที่นั่งที่เป็นห้องส่วนตัวสไตล์ญี่ปุ่น และที่นั่งที่ Sushi bar ค่ะ

ร้านนี้มีชื่อเต็มๆว่า “Sushi Cyu & BBQ Carnival” จากชื่อก็คงรู้กันแน่ๆว่ามีอาหารสองประเภทค่ะ ซูชิและปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น ที่ร้านจะแบ่งเป็นสองโซนคือ โซนซูชิ และโซนปิ้งย่าง แต่ก็สั่งข้ามกันได้ค่ะ ถ้าใครอยากทานสองอย่างก็นั่งที่โซนปิ้งย่างได้เลย ปิ้งไปด้วยทานซูชิไปด้วย แต่ว่าถ้าไม่อยากหัวเหม็นมีกลิ่นวันกลิ่นเนื้อติดตัว ก็นั่งโซนซูชิค่ะ เดี๋ยวเค้ามีบริการย่างมาให้เสร็จสรรพ แต่อย่างว่านะคะ จะกินปิ้งย่างทั้งที ต้องทำเองสิถึงจะสะใจ

วันนี้จันสั่งมาหารเป็นเซ็ทซูชิแบบ Chef’s selection หรือ Omakase ค่ะ โดยส่วนตัวจันคิดว่าราคาค่อนข้างสมเหตุสมผลนะคะ 1380 บาท สำหรับซูชิจานนี้และซุปค่ะ

Omakase แต่ละวันก็ไม่ค่อยจะเหมือนกันเท่าไหร่ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่ามีปลาชินใดบ้าง แต่ที่แน่ๆเลยคือทุกชิ้นคือสิ่งที่อร่อยที่สุดที่เชฟตั้งใจเลือกสรรมาให้เราได้ทานค่ะ ลองดูอีกเซ็ทกันดีกว่าว่าต่างกันยังไงบ้าง

สองเซ็ทนี้ต่างกันที่คำที่สองค่ะว่าจานแรกเป็น Hirame แน่เนื่องจากในจานหลัง Hirame หมดเลยได้ Engawa (ครีบปลาตาเดียว) มาทานแทน อิอิ ของชอบพอดีเลยค่ะ

คราวนี้เรามาดูกันชัดๆดีกว่าว่าแต่ละจานเชฟให้อะไรเรามาบ้าง….. >.<

เริ่มจากชิ้นแรก โอโทโร (Otoro) ส่วนที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดของปลาทูน่าค่ะ กินแล้วต้องละลายในปากเลยดีเดียว ดูจากภายนอกลายสวยใช้ได้ค่ะ แต่ส่วนตัวจันไม่ค่อยชอบส่วนี้เท่าไหร่เพราะว่ามันยังจะมีเอ็นติด ถ้าชอบเลยเนี่ย จะเป็นส่วนสันคอมากกว่า เอ็นจะน้อยลายไขมันจะแทรกตัวอยู่กับส่วนของเนื้อปลา

ชิ้นข้างๆกันเลยคือ Hirame ไม่แน่ใจว่าภาษาไทนคือปลาอะไร ถามเชฟมาแล้วแต่ก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี ต้องขอโทษจริงๆค่ะ เนื้อของปลาชนิดนี้ ก็อคล้ายๆปลาเนื้อขาวหลายๆอย่าง จะมีความเด้งดึ๋งอยู่ ความรู้สึกเมื่อได้กินเนื้อชนิดนี้มันจะเด้งๆ เคี้ยวสนุกดี แปลกดีค่ะ ทานต่อจากโอโทโร่จะรู้สึกถึงความต่างจากชัดเจน เนื้อปลาทูน่าจะไม่เด้ง จะออกนุ่มมากกว่าในขณะที่ Hirame จะเคี้ยวแล้วดึ๋งๆ ต้องลองแล้วจะรู้ค่ะ

ชิ้นต่อมาที่มีขิงและต้นหอมสับวางอยู่ด้านบนคือ ปลาทู หรือ Aji ค่ะ เป็นปลาที่จันชอบมากๆ ชนิดนึงเลยค่ะ ความสดและกรุบกรอบของปลา ประกอบกับความหอมสดชื่นของขิงและต้นหอมสับ พอทานเข้าไปแล้วมันรู้สึกสดชื่น และ refresh รสชาติอาหารเพื่อนกินคำต่อไปได้ดีจริงๆ Aji เป็นปลาที่ไม่มันและไม่เลี่ยนเลย เนื้อแน่นไม่เละ ใครที่ไม่ชอบทางซูชืเพราะคิดว่าปลาดิบเละๆแหยะ จันอยากขอให้ลองทาน Aji ดูค่ะ ซูชิคำนี้อาจจะเปลี่ยนทรรศนคติของคุณต่อซูชิเลยทีเดียว 🙂

ข้างๆกันคำถัดไปคือกุ้งหวานแบบตัวใหญ่ (Botan Ebi) เนื้อกุ้งแน่นไม่เละ เพราะว่าอาจจะมีบางร้านที่กุ้งไม่ดีเท่าไหร่มันอาจจะเละๆ แต่ที่ Sushi Cyu ไม่และเลยค่ะ เนื้อหวานไม่มีกลิ่นคาว เชฟปั้นข้าวมาพอดีกับเนื้อกุ้ง กินแล้วดีค่ะไม่เหลือเนื้อกุ้งให้เคี้ยวเยอะไป จิ้มโชวยุแล้วอร่อยมากๆ

ซูชิไข่หวาน ทำเป็นไข่หวานสอดไส้ด้วยข้าวซูชิค่ะ จันชอบแบบนี้มาก ไข่หวานของที่นี่อร่อยค่ะ ความหวานกำลังดี ไม่มีกลิ่นไข่หลงเหลือให้แอบรู้สึกเหมือนกำลังกินไข่เจียว แต่อย่าว่าอย่างงู้นอย่างงี้เลยนะ จันยังชอบข้าวห่อสาหร่ายไส้ไข่หวานในวิลล่าแถวบ้านมากสุดอยู่ดี 79 บาทได้ตั้งสองแท่งอิ่มทั้งมือเลย ฮ่าๆๆ (ไม่ค่อยเกี่ยวกันเลย ถ้าใครบ้านอยู่แถววิลล่าอารีย์ หรือผ่านไปผ่านมาแถวนั้นลองเข้าไปในซุปเปอร์แล้วลองชิมดูค่ะ ไข่หวานกะปูอัดอร่อยจริงๆ แล้วจันชอบกินแบบให้ค้างคืนไว้หนึ่งคือแล้วค่อยกินเป็นอาหารเข้า เข้าจะจับตัวเป็นเม็ดพอดี)

ชิ้นหน้าสุดคือซูชิหอยสังข์ค่ะ เห็นด้างข้างของหอยม้วนๆอย่างงี้มันยังไม่เพิ่งตายเลยนะคะ สดมากๆ เหมือนกับว่าเซลล์เค้ายังไม่ตายยังขยับได้อยู่เลย เชฟเพิ่งแกะออกมาสดๆจากเปลือก โอยย เห็นแค่นี้จันก็แย่แล้วค่ะ ไม่อยากทานเลย แต่ไหนๆก็ได้มาแล้ว เป็น Chef’s Selection ซะด้วย ต้องทำใจลองซะหน่อยแฮะ สุดท้ายก็กินเข้าไป แต่ปรากฎว่าไม่ไหวจริงๆค่ะ เนื้อแน่นกะกรุบมาก แต่สิ่งที่แย่คือมันยังขยับในปากเราทุกครั้งที่เรากัดเนี่ยสิคะ กินไม่ได้จริงๆ สุดท้ายต้องคายออกมาค่ะ แล้วก็จะจำไว้ว่า ถ้าสั่งชุดนี้จะต้องบอกว่าทานชิ้นหอยสังข์นี่ไม่ได้จริงๆ ถ้าใครใจแข็งกับความรู้สึกนี้ได้ก็ต้องลองดูค่ะ

ถัดไปเห็นหน้าค่าตากับบ่อยๆกับเจ้าซูชิไข่หอยเม่น (Uni) แต่แหม Uni ที่นี่รูปร่างหน้าตาสวยงามน่ากินน่าทานจริงๆ ตอนที่จันโทรไปถามว่าที่นี่มี Uni สดมั้ย (ด้วยความเข้าใจที่ว่าแบบสดคือแบบที่อร่อยกว่าเหมือนของมาสะ) แต่ทางร้านก็บอกว่าไม่มีสด มีแต่แบบฟรีซ พอลองไปทานดูแบบ ฟรีซของที่ร้าน Sushi Cyu อร่อยพอๆหรืออาจจะอร่อยกว่าแบบสดของมาสะเลยค่ะ พอคุยกะเชฟก็เลยเข้าใจว่าแบบสดเนี่ยเค้าจะหมายถึงแบบที่เป็นตัวๆแล้วผ่าออกมากเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ จะเป็น freeze หมดแล้วความอร่อยก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเนื้อ Uni เอง ถ้าจะให้จันเทียบแล้ว ถ้าเป็นคนทีชอบแล้วอยากสั่งทานเยอะๆ ทานที่ Sushi Masa น่ะจะดีกว่าค่ะ คุ้มราคากว่าเยอะเลยเพราะว่าคุณภาพไม่ต่างกันมากกว่านั้น แต่ถ้าอยากจะทานที่อร่อยเลยจริงๆเนี่ย ลอง Maru ทองหล่อซอย 3 ค่ะ (คำละ 600 บาท) อร่อยแน่นอน

พ้นจากไข่หอยเม่นเราก็มาเจอกับเจ้าซูชิไข่ปลาแซลมอนกันต่อ (Ikura) ดูรูปร่างกลมๆสุกใสของไข่ปลาก็พอเดาได้แล้วว่าคุณภาพดีแน่ แล้วก็จริงอย่างที่คิด กัดเข้าไปในปากไข่ปลาค่อยๆแตกออกทีละเม็ดให้ความมันและรสเค็มที่แช่โชวยุซึมออกมาผลมกับข้าวซูชิ นี่ขนาดว่าจันไม่ค่อยชอบกิน Ikura เพราะส่วนมากจะเค็มไปหน่อย กินของร้านนี้แล้วยังชอบเลย

ให้ดู Uni กับ Ikura ชัดๆกันอีกรูปนึงค่ะ

ซูชิคำสุดท้ายในเซ็ทคือ Anago เข้าใจว่าเป็นปลาไหลทะเลค่ะ ย่างไฟอ่อนๆราสด้วยซอลปลาไหล ที่ร้านให้เนื้อปลามาเยอะมากคลุมข้าวซูชิมิดเลย ก็อร่อยอีกเหมือนเคย แต่จันคิดว่าซูชิประเภทนี้อร่อยง่ายค่ะ น้ำปลาไหลหวานๆก็อร่อยละ ฮ่าๆ

นอกจากซูชิทั้งหมดที่ให้นำเสนอให้ดูกัน เซ็ท Omakase นี้ยังมีข้าวปั้นให้เรากินกันตาย กลัวไม่อิ่มกันอีกค่ะ สิ่งที่มาคู่กับเซ็ทนี้คือข้าวห่อสาหร่ายไส่ Negitoro หรือว่าปลาโทโร่สับกับต้นหอมค่ะ คนชอบ Negitoro คงน้ำลายสอกันละ แต่ว่าจันไม่ชอบกลิ่นต้นหอมค่ะเลยเฉยๆกินยังไงก็ไม่ชอบอยู่ดี

และนี่ก็คือหมดเซ็ท Omakase ของ Sushi Cyu แล้วค่ะ ต่อจากนี้เรามาดูเซ็ทถัดไปที่จันสั่งดีกว่าค่ะ เป็น Sushi Set ที่รองลองมาจาก Omakase คือ Superior Set ราคา 980 บาท ซึ่งมีหน้าตาดังนี้ค่ะ

ดูอลังการงานสร้างไม่แพ้กับเช็ทแรกเลยนะคะ ลองมาดูใกล้กันดีกว่าว่าประกอบไปด้วยซูชิชนิดไหนบ้าง

ชิ้นแรกของจานนี้คือชูโทโร่ (Chutoro) ลองสังเกตุดูดีๆชูโทโร่ชิ้นน้จะดูแปลกๆอยู่นิดนึง ตรงส่วนปลายดูไม่มีมันดูไม่ต่างจากอาคามิซึ่งคือเนื้อปลาทูน่าธรรมดาเลยแฮะ จันคิดว่าคงตัดเนื้อปลามาเกินมั้งคะ ถึงหน้าตาจะไม่สวยเท่าไหร่แต่พอลองชิมแล้วอร่อยใช่ย่อยเลยค่ะ หลังจากที่จันทางทานเทียบดูทั้งโอโทโร่และชูโทโร่ ปรากฎว่าชอบชูโทโร่มากกว่าแฮะ คงจะเป็นเพราะไม่มันจนเกินไปค่ะ

ชิ้นต่อมาที่เห็นข้างๆกันก็คือครีบปลาตาเดียว (Engawa) วิธีการทำก็น่าจะคล้ายๆกับร้านอื่นๆคือเผาไฟอ่อนๆให้มีกลิ่นหอมและเนื้อสุกนิดหน่อย แต่ว่าแทนที่ลูกค้าจะต้องนำมาจิ้มน้ำจิ้มพอนซูเอง เชฟได้วางหัวไชเท้าบดและราดด้วยน้ำจิ้มพอนซูมาแล้วเรียบร้อย คุณภาพของ Engawa ที่นี่ถือว่าดีใช้ได้ค่ะ กรุบๆมันๆ แล่มาชิ้นบางๆซึ่งทำให้เวลาทานกับข้าวซูชิแล้วละลายหมดไปพร้อมกันพอดี (บางทีของมาสะเชฟใจดีให้เยอะมาก ชิ้นหนา และถ้าย่างไม่สุกดีจะเหลืออยู่ในปากก่อนข้าวหมด รสชาติจะไม่เข้ากันเท่าไหร่ แต่ว่าถ้าวันไหนมาสะทำได้พอดี จันชอบแบบที่มาสะมากกว่าค่ะ)

ชิ้นแดงๆด้านซ้ายนี่คือ Akami หรือเนื้อปลาทูน่าค่ะ สีสวยั้ยคะ แดงสดดูน่าทานจังเลย เป็นเนื้อที่ดีค่ะ ไม่มีไขมันแทรกให้เห็น กินแล้วจะไม่ค่อยรู้สึกเลี่ยนเท่าไหร่

คำถัดมาคือหอยเชลล์ค่ะ เนื้อหอยหวานมากกกกกกกก อยากให้ได้ลองจริงๆ หอยเชลล์ที่นี่สดค่ะไม่ต้องเอาไปย่างไฟอ่อนๆก็กินได้เลย และเนื่องจากเชฟตัดมาชิ้นไม่หนากินแล้วเลยไม่รู้สึกหยุ่นๆในปากทำให้กินง่ายขึ้นอีกเป็นกองค่ะ

ชิ้นนี้จำได้ว่าอร่อยดีค่ะ แต่ต้องขอโทษผู้อื่นทุกท่าจริงๆเพราะว่าจันจำไม่ได้เลยว่าปลาชิ้นนี้คือปลาอะไร ขอติดไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยวจะไปตามหาคำตอบมาให้เมื่อมีโอกาสได้ไปทานใหม่

และแล้วก็มาถึงปลาหมึก (Ika) ของโปรดของเรา ตั้งแต่ตอนที่เชฟเตรียมอาหารอยู่แล้ว จันเห็นแล้วที่ใจมากเลยค่ะที่เชฟตัดปลาหมึกให้เป็นเส้นบางๆอยา่งงี้ ชอยมากๆๆๆ เพราะว่าปลาหมึกเป็นเนื้อที่เหนียวอยู่แล้ว ถ้าเสิร์ฟแบบเป็นชิ้นแล้วหั่นหนาเกินไป (ซึ่งเกิดขึ้นกับร้านซูชิในเมืองไทยหลายๆร้าน) จะทำให้เคี้ยวไม่ขาดทานไม่อร่อยเลยค่ะ แต่พอหั่นเป็นเส้นบางๆอย่างงี้แล้ว ทานง่ายมาก ชอบจังเลย

Ikura ก็เหมือนกันกับในเซ็ทด้านบนค่ะ

ถึงจะเป็นเซ็ทที่ราคาย่อมเยาว์ลงมาหน่อย แต่เชฟก็คงกลัวเราไม่อิ่มเลยมีข้าวห่อสาหร่ายมาให้กินกันตายอีกเช่นกัน แต่สำหรับเซ็ทนี้เป็น tuna roll หรือ Akami นั่งเองค่ะ เราก็กินอร่อยเลยเพราะชอบมากกว่า negitory อยู่แล้ว (ความชอบไม่เกี่ยวกับราคา หรือความแพวของอาหารค่ะ 🙂 )

เป็นภาพ Close up ของซูชิที่อยากให้ดูใกล้ๆกันค่ะ ขนาดของซูชิที่นี่จะข้อนข้างเล็ก ถือว่าทานพอดีคำค่ะ จันชอบ และเท่าที่จำได้ก็คิดว่าร้านนี้เนี่นละปั้นไซส์ใกล้เคียงกับ Kyubei ที่ทานที่ญี่ปุ่นที่สุดแล้ว ส่วนตัวจันคิดว่าการปั้นซูชิคำเล็กๆประมาณนี้เหมาะสุดสำหรับการกินค่ะ ผู้รับประทานจะได้รับรู้รสชาติของอาหารอย่างพอเหมาะ อย่าลืมกันนะคะ ว่าซูชิไม่ได้อยู่ที่ปลาดีอย่างเดียว ทั้งอุณหภูมิ การเตรียม รสชาติข้าวซูชิ ความลงตัวของปริมาณข้าวและปลา ทุกอย่างถ้าสอดคล้องจันจะทำให้ได้ซูชิรสเลิศออกมากค่ะ (พูดตามการ์ตูนเจ้าหนูซูชิที่เพิ่งอ่านเลยนะเนี่ย กำลังอินค่ะ ฮ่าๆ)

หลังจากที่ทานเซ็ทหมดกันและ ก็ยังไม่พอค่ะ อยากทาน Engawa ต่อก็เลยสั่งมาอีกสองคำ กินให้จุใจกันไปเลย

เพื่อความอิ่มสมบูรณ์ของมื้อเย็นเรา ก็เลยลองสั่งโซบะเย็นซะหน่อย เส้นลวกออกมาสุกกำลังดีค่ะ ไม่สุกเกินไปทำให้มีความรู้สึกหนึบๆอยู่ แต่ว่าข้อผิดพลาดของที่นี่คือเอุณหภูมิของเส้นมันไม่เย็นค่ะ เป็นเหมือนอุณหภูมิห้องปกติ ซึ่งจันคิดว่าสิ่งที่ผู้สั่งโซบะเย็นคาดหัวงคือความเย็นของเส้นให้รู้สึกสดชื่น ไม่ฝใช่พึ่งพาอาศัยความเย็นของซอสโซบะเพียงอย่างเดียวค่ะ ถ้าเทียบแล้วโซบะเย็นที่ Maru ยังเป็นที่หนึ่งอยู่ค่ะ

หลังจากอ่านรีวิวฉบับนี้แล้ว ถ้าใครสนใจอยากทานซูชิคิว ลองเข้าไปชมเว็ปไซต์ของร้านได้ที่ http://www.sushicyu.com/english.htm

ร้านมีสองสาขา สาขาแรกอยู่ที่ชั้นสาม อาคาร All seasons place ถนนวิทยุ โทร 02 251 1995 และอีกที่อยู่ที่ตึก Eight Thonglor โทร 02 713 8312 ค่t ลองโทรสอบถามวันที่ปลาเข้าก่อนนะคะ จะได้ไม่มีสิ่งที่อยากทานหมดค่ะ แต่ที่จริงแล้วร้านนี้ปลาเข้าบ่อยค่ะ อาทิตย์ละสามครั้งโดยประมาณคือ อังคาร ศุกร์ และอาทิตย์

ถ้าลองแล้วมีข้อเสนอแนะ หรือติชมอะไรเพิ่มเติมก็รบกวนเล่าสู่กันฟังนะคะ จันจะได้เก็บไว้เป้นข้อมูลเพื่อพัฒนารีวิวของ Imperial Teaspoon ต่อไปค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

Leave a comment

Filed under Asian, Japanese, Recommended, Restaurant Review, Taste of Bangkok

Ginza Kyubei ซูชิติดดาวกับห่วงยางพาชิม

โพสต์นี้เป็น Sushi Fever ต่อจากที่ review ร้าน Miyatake ตามที่รับปากเอาไว้เราขอใช้โอกาสนี้รีวิวร้านซูชิสุดอร่อยที่ไปไกลถึงโตเกียว แดนแห่งปลาดิบกันหน่อย ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อปีก่อน เดอะ แก็งค์ ทุกท่านลงความเห็นกันว่ายังไงซะเพื่อไม่ให้เสียชาติเกิด การมาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ต้องลองร้านติดดาว Michelin ให้ได้ และแล้วหลังจากทำ research มากมายบวกกับคำแนะนำของเพื่อนชาวญี่ปุ่น เดอะ แก็งค์ของเราก็มาลงเอยอยู่ที่ร้าน Ginza Kyubei

GINZA KYUBEI FACT SHEET

  • เป็น Edo style ซูชิ ซึ่งเป็นแบบนี่นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
  • ได้รับรางวัล Michelin Star มา 1 ดาว หลายปีซ้อน
  • สาขาดั้งเดิมคือที่ Ginza แต่ตอนนี้มีสาขาย่อยอีก 4 สาขาด้วยกัน ตั้งอยู่ตามโรงแรมใหญ่ๆในโตเกียวและโอซาก้า

จากคำแนะนำของเพื่อนชาวญี่ปปุ่นและความสะดวกสบายในการเดินทาง พวกเราก็ได้มาถึงร้าน Kyubei สาขา Hetel Okura เพราะเค้าเป็นร้านดังไม่ใช่ซูชิจานหมุนที่ต่อคิวยืนต่อคิวรอหน้าร้าน เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดพวกเราจึงโทรจองโต๊ะและสั่งอาหารไว้ก่อนแล้ว โดยสั่ง Okamase (Chef’s Selection) ซึ่งเป็น sushi set ที่เชฟจะสร้างสรรค์ขึ้นมาจากของที่ดีที่สุดของแต่ละวัน ซูชิบางชิ้นก็จะไม่มีให้สั่งในเมนูปกติ (ส่วนตัวเราว่าคุ้มมากเลยค่ะ ที่นี่ราคาเพียงแค่ Yen 10,000)

เมื่อเข้าไปในร้าน Kyubei ก็พบว่าเป็นร้านอาหารเล็กๆตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของโรงแรม Okura ไม่ได้ดูหรูหราแฟนซีเหมือนที่จินตนาการไว้ การตกแต่งเป็นสไตล์ห้องญี่ปุ่นแต่งด้วยไว้เรียบๆ มีที่นั่งที่เค้าท์เตอร์ 16 ที่และโต๊ะใหญ่อีก 3 โต๊ะ เนื่องจากพวกเรามีกันทั้งหมดหกคน เราจึงจองเป็นโต๊ะนั่ง แต่พอมองไปที่เค้าท์เตอร์มีทั้งฝรั่งญี่ปุ่นนั่งกินและคุยกับเชฟกันอย่างสนุกสนานเฮฮาก็เกิดอาการแอบอิจฉาตาร้อนอยากจะนั่งแบบนั้นบ้าง แต่ความอิจฉาก็อยู่ได้แค่แป็บเดียวเมื่อพนักงานเสิร์ฟในชุดกิโมโนได้เดินมาและดึงความสนใจของพวกเราไป เธอเดินเค้ามาถามว่าเพื่อความแน่ใจว่า พวกเราต้องการที่จะรับประทานอาหารสำหรับค่ำคืนนี้แล้วหรือยัง และมีใครที่มี special need ที่ไม่สามาทานอะไรได้หรือไม่ เมื่อถามไถ่ทุกอย่างเสร็จสิ้น และแล้ว….ซูชิที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง (เราต้องขอโทษทุกคนไว้ก่อนเลยนะคะที่ไม่สามารถบรรยายสรรพคุณหรือชื่อของซูชิบางชิ้นได้ ตอนนี้ไม่ค่อยได้ตั้งใจที่จะถาม เพราะมัวแต่ปลาบปลื้มกับรสชาติอาหาร)

นี่คือจานแรกค่ะ เราก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าชิ้นไหนเป็นปลาอะไรบ้าง รู้แต่ว่าอร่อยมาก ปลาหมึกขาวอร่อยเป็นพิเศษเลย สำหรับวิธีการเสิร์ฟอาหาร เราลองคุยกับเชฟดู เค้าจะบอกว่าจะแยกตามรสชาติของปลา จะเสิร์ฟมาทีละชุดเล็กๆเพื่อให้ลิ้นของพวกเราได้ชิมรสชาติของอาหารที่เค้าตั้งใจทำขึ้นมาแต่ละชิ้น ให้รสชาติค่อยๆพัฒนาขึ้น เพราะว่าเวลาพวกเราสั่งกันเองตามใจชอบบางทีรสชาติมันผสมปนเปกันอยู่ในปาก ไม่สามารถดึงความอร่อยของเนื้อปลาออกมาได้อย่างที่สุด เชฟจึงบอกว่าการทานแบบ Okamase เป็นวิธีกินที่ทำให้ซูชิมีรสชาติดีที่สุดค่ะ

จานนี้เป็นสุดยอดโทโร่ค่ะ แค่ตอนแรกที่มาวางเราเห็นลายเนื้อของโทโร่ก็ตกใจแล้วค่ะเส้นไขมันเป็นลายกระจายอยู่ทั่วชิ้นปลา พอทานเข้าไปแล้ว โอ้โห กลิ่นของวาซาบิสดอ่อนๆที่ไม่มีรสเผ็ดเลย ใส่มาได้พอดีกับข้าวแล้วชิ้นปลาเลยค่ะ – ลืมบอกไปว่าที่นี่เค้าไม่ให้วาซาบิเพิ่มนะคะ เซฟจะเป็นผู้กำหนดว่าควรทานยังไงเท่าไหร่

Uni ในจานนี้อร่อยมากกกกก ตอนอยู่อเมริกาเราก็ได้มีโอกาสทานไข่หอยเม้นสดๆอร่อยๆหลายๆที่ แต่ว่าของที่นี่เค้าดีจริง รสชาติมันๆพอดีคำ และที่สำคัญไม่มีกลิ่นควาเลยค่ะ ถ้าใครหลายๆยี๊ ไม่ชอบทานไข่หอยเม่นเพราะว่าไม่ชอบกลิ่น ถ้ามีโอกาสได้ลองที่นี่เราเชื่อว่าทุกคนจะต้องเปลี่ยนความคิดแน่นอนค่ะ มีคนบอกว่า รสชาติของไข่หอยเม่นที่นี่เวลากัดเข้าไปเหมือนมีอะไรอร่อยๆ splash อยู่ในปากค่ะ แปลกดีแฮะ

นี่ก็ไม่แน่ใจอีกเหมือนกันว่าเป็นตัวอะไรบ้าง แต่กุ้งต้มเค้าอร่อยจริงๆ เห็นสีอย่างงั้นนึกว่าจะสุกเกินไป แต่เมื่อทานแล้วกรอบหวานกำลังดีเลยค่ะ

ชิ้นนี้เป็นโทโร่ย่างค่ะ เห็นข้างนอกดูสุกๆอย่างงี้ แต่ข้างในนุ่มอย่าบอกใครเลย กลิ่นก็หอมมาก หวาน มัน อร่อยไม่แพ้กับโทโรชิ้นข้างบนเลยค่ะ

นี่จานสุดท้ายแล้วค่ะ เป็นปลาไหลย่างสองชนิด Unagi ย่างซีอิ้ว กับอีกชิ้นนึงไม่แน่ใจว่าเรียกว่าอะไร และย่างอะไรมาก็ไม่รู้แต่รสชาติออกหวานๆอร่อยดีค่ะ โรลข้างๆไว้สำหรับกินตบท้ายให้อิ่มมั่งคะ ซูชิน้อยชิ้นไปเดี๋ยวไม่อิ่ม 555

เมื่อทานเสร็จอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า พีพีร์ของเราก็เดินไปด้อมๆมองๆหน้าเค้าท์เตอร์ที่ว่างด้วยความสนใจ มองไปมองมาสุดท้ายอยากกินต่อ ก็เลยพากันขอย้ายโต๊ะไปหนังเรียงหน้ากระดานกันที่เค้าท์เตอร์ค่ะ และเนื่องจากตอนนั้นก็ดึกแล้ว ลูกค้าเหลือเพียงเราแค่โต๊ะเดียว เลยได้อภิสิทธิ์พิเศษมีเชฟประกบคนต่อคนเลยค่ะ

เนื่องจากสั่งเพิ่มกันเยอะมาก เราของนำรูปภาพประทับใจเพียงมาส่วนมาโชว์แล้วกันนะคะ

ที่รูปนี้ Ikura ดูสดใสมากเลยค่ะ แค่ละลูกกลมสวยได้รูปจริงๆค่ะ

ชิ้นนี้เป็น O-Toro ที่สั่งเพิ่มค่ะ แต่เราว่าการแตกลายของเส้นไขมัน กับความอร่อยนั้นยังสู้ชิ้นที่อยู่ในเมนู Okamase ไม่ได้ แต่ก็คงจะอร่อยพอที่มีเด็กขี้อิจฉามองพี่พีร์ที่กินอยู่ด้วยสายตาอย่างงั้น อ้อ…แล้วก็ลืมบอกไปนิดนึงค่ะ ว่าพอพวกเรามานั่งที่เค้าท์เตอร์และมีโอกาสได้พูดคุยกับเชฟ เค้าก็บอกว่าการกินซูชิแบบดั้งเดิมที่ถูกต้องเนี่ย ต้องใช้มือหิบแบบในรูปด้านขวาล่างค่ะ

เมื่อทานเสร็จ เราก็ขอถ่ายรูปเชฟเป็นที่ระลึกกันไว้ซะหน่อย คนกลางเป็นหัวหน้าเชฟของที่นี่ค่ะ เค้าบอกว่าตัวเค้าอายุ 70 แล้ว เราทุกคนตกใจมากเพราะดูหนุ่มและคล่องแคล้วอย่างไม่น่าเชื่อ เค้าบอกว่าเพราะว่ากินปลาดิบทุกวันค่ะ สุขภาพเลยแข็งแรง ส่วนคนที่สองจากซ้ายพ๔ดภาษาอังกฤษคล่องมากค่ะ ส่วนมากจะได้รับมอบหมายให้รับรองลูกค้าต่างชาติ

เมื่อมีคoทำก็ต้องมีคนกิน และนี่คือสมาชิกทัวร์ตะลุยกินที่ญี่ปุ่นของเราค่ะ 🙂

สรุปสั้นๆสำหรับ Ginza Kyubei คืออร่อยมากค่ะ คิดว่าถ้าได้ลองจะต้องติดใจทุกคน หากใครไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วสนใจอยากจะลองชิมซูชิที่นี่สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็ปไซต์ของเค้าเพื่อหาสาขาที่คุณสะดวกได้ค่ะ เราเชื่อว่าถึงมีหลายสาขาแต่คุณภาพของแต่ละสาขานั้นไม่แพ้กันอย่างแน่นอน http://www.kyubey.jp/index_e.html 😉 🙂 😀

1 Comment

Filed under Around-the-world, Asian, Japanese, Recommended, Restaurant Review

Sushi@Miyatake

ต้องขออนุญาตเอา Sushi Miyatake ออกจาก recommended list นะคะ เพราะว่าเนื่องจาก Chef เป้ พ่อครัวที่เราชื่นชอบได้ย้ายออกจากมิยาทาเกะไปเปิดร้านของตัวเองชื่อ SUSHI MASA ที่ ซอยพญานาค (ซอยข้างโรงแรมเอเซีย) ตรง bts ราชเทวีเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ดังนั้นเมนูแนะนำด้านล้างนี้ ถ้าใครสนใจอยากทาน จันแนะนำให้ไปทานที่ Sushi Masa ของเชฟเป้แทนนะคะ รับรองว่ารสชาติ และวัตถุดิบดีไม่แพ้กันเลยค่ะ 

รีวิวของซูชิมาซะจะตามมาอัพเดทเรื่อยๆต่อไปนะคะ 🙂

___________________________________________________________________

หลังจากที่ได้รีวิวอาหารไปหลายแบบแล้ว  คราวนี้ก็ถึงตาของอาหารโปรดที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างซูชิกันซะหน่อย คราวนี้เราจะไปทัวร์ร้าน Miyatake ค่ะ ใครที่เป็นนิยมชมชอบปลาดิบน่าจะเคยทานหรือได้ยินชื่อเสียงของร้านนี้ผ่านหูกันอยู่บ้าง เค้าเป็นผู้นำเข้าปลาดิบรายใหญ่ของไทยเลยค่ะ มีอยู่ทั้งหมด 5 สาขาด้วยกัน (ถ้าเราจำไม่ผิด) ที่ K-Village, Isetan, Tokyu มาบุคญครอง, Fuji Super สุขุมวิท 33/1, และ Fuji Super สุขุมวิท 39

วันนี้เราจะพามาชิมกันที่ Fuji Super สุขุมวิท 33/1 ร้านเป็นร้านเล็กๆนั่งที่เค้าท์เตอร์ได้ 3 ที่ และมีโต๊ะเล็กๆอีกสองโต๊ะ นั่งได้โต๊ะละ 2 ที่ค่ะ เหมือนอย่างทุกครั้ง วันนี้เมื่อเราเดินเข้าร้านไปก็จะมีเสียงที่คุ้นเคยจาก “เชฟเป้” ที่รอทักทายลูกค้าด้วยความกระตือรือร้น (ปกติเราเป็นขาประจำที่เค-วิลเลจค่ะ แต่เมื่อซักเดือนนึงที่ผ่านมาเชฟเป้ย้ายจากสาขาเค-วิลเลจมาที่สาขานี้ เราก็เลยตามมาทานค่ะ) เราจะถือว่าเป็นลูกค้าประจำของเชฟเป้เลยก็ว่าได้ เพราะว่าเมื่อตอนที่อยู่ K-Village เราไปทานประมาณอาทิตย์ละสองครั้งได้ (ลดความอ้วนอ่ะค่ะ อาหารลีนๆมันหายาก เลยต้องพึ่งปลาดิบ)

ตอนแรกๆที่ไป เนื่องจากร้านนี้เค้าดังเรื่อง Toro, Tuna, Engawa & etc… เราก็ลองสั่งซูชิหลายๆหน้ามาทาน โทโร่เค้าก็ถือว่าอร่อยแล้วเมื่อเทียบกับมาตรฐานร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย ส่วนตัวเราว่าดีพอๆกับ Maru, โชกุน หรือ Nippon Tei เลยทีเดียว แต่ก็อย่าว่าอย่างนู้นอย่างนี้เลย เราชอบโทโร่ที่เราเคยทานที่ Ginza Kyubei ที่ญี่ปุ่นมากกว่า มันอร่อยมากจนเราไม่อยากจะทานโทโร่ที่ไหนอีกเลย (พูดไปก็เหมือนเว่อร์ แต่จริง – เดี๋ยวโพสต์ต่อไปเราจะมี Special Review สำหรับร้าน Kyubei ที่ญี่ปุ่นละกันนะคะ) ทานเรื่อยๆเริ่มลงตัวค่ะ จนเดี๋ยวนี้เราจะมี combo set ที่เวลาเราไปทุกครั้งจะสั่งแบบเดิมซ้ำๆ ยกเว้นว่าบางวันที่เชฟเป้จะแนะนำว่าวันนี้ปลานี้มีมาเป็นพิเศษ หรือว่าชิ้นนี้นี่อร่อยจริงๆต้องลอง และคอมโบเซ็ทของเราก็มีตามนี้เลยค่ะ

1. Salmon-Ikura Don

จานนี้เป็นข้าวหน้าปลาดิบประเภทหนึ่งซึ่ง top ด้วยเนื้อปลาแซลมอนย่างไปอ่อนๆ จะสุกเฉพาะด้านนอกแค่ยังคงความนุ่มของเนื้อปลาดิบด้านในเอาไว้ เพียงแค่ย่างไฟอ่อนๆให้มีความหอมของเนื้อปลาออกมา ส่วนอีกด้านหนึ่งของจากจะเป็นไข่ปลาแซลม่อนที่ชุ่มไปด้วยซอสโชวยุ รสชาติกำลังดีไม่เค็มจนเกินไป ทำให้เวลาที่เรากินจานนี้ไม่จำเป็นต้องจิ้มโชวยุอีกเลย และเมื่อทานคู่กับไข่หวานโรยงาและสาหร่ายญี่ปุ่นที่อยู่ด้านล่าง ความหวานของไข่และกลิ่นหอมของงา บวกกับรสเค็มๆของไข่ปลาแซลมอนทำให้เกิดรสชาติที่ลงตัวมากๆสำหรับเมนูนี้ เราต้องขอขอบคุณในความสร้างสรรค์ของร้าน Miyatake ที่มีเมนูอร่อยๆนี้ขึ้นมา

อ่อ…ลืมไปอีกอย่างค่ะ ข้าวซูชิของที่นี่เเด็ดมาก อุณหภูมิและความเปรี้ยวกำลังพอดี สามาทานเล่นได้เลยค่ะ และที่สำคัญไม่แฉะและเหนียวหนึบติดมือติดตะเกียบ อันนี้ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของเชฟเป้จริงๆค่ะ เราเคยไปทานตอนที่เป็นเชฟคนอื่นทำ โดยส่วนตัวเราว่าเชฟเป้ทำอร่อยกว่า

ส่วนขิงดองของที่นี่ก็อร่อยดีเหมือนกันนะคะ ปกติเราเป็นคนไม่ชอบทานขิงดอง แต่ว่าที่นี่ไม่เผ็ดและไม่มีกลิ่นเราพอทานได้ค่ะ ถ้าใครที่ชอบทางขิงดองเราว่าคงจะโปรดปรานขิงดองของที่นี่กันเลยทีเดียว

2. Saba/Hokkigai Sashimi

จานนี้ต้องถือว่าพิเศษซักหน่อยเพราะว่าปกติแล้วเราจะสั่ง Tako/Hokkigai ค่ะ แต่ว่าวันนี้เนื้อซาบะที่ร้านดูดีมากเลยอดไม่ได้ที่จะสั่ง

  • Saba – วันนี้ซาบะที่ร้านเนื้อแน่นอร่อยค่ะ เราลองชิมดู รสชาติของเนื้อมันเหมือนกับสุกแล้ว ก็งงค่ะว่าเอาไปต้มมาแล้วรึเปล่า ด้วยความสงสัยเลยถามเชฟดู คำตอบที่ได้คือปลาซาบะแบบนี้เชฟเค้าจะนำไปหมักเกลือแล้วแช่น้ำส้มสายชูค่ะ ปลาดิบเมื่อโดนกรดมันเลยสุกนี่เอง
  • Hokkigai – หรือที่เรารู้จักกันในนามหอยปีกนก เราคิดว่าน่าจะสุกแล้วนะคะ สัมผัสมันหนึบๆดี เนื้อออกรสหวานค่ะ อยากให้ลองสังเกตุที่ภาพดูว่าสีสันและรูปร่างนั้นดูสีสดใส ไม่ได้ดูซีดๆเหี่ยวๆเหมือนทั่วไป ปกติเราก็ไม่ค่อยทานค่ะ แต่ว่าลองได้ทานที่นี่แล้วติดใจเลย
  • Tako – ขอรีวิวเพิ่มเติมสำหรับเมนูประจำแล้วกันนะคะ อยากจะบอกว่าทาโกะที่นี่ อร่อยมากกกกก….. เราไม่ชอบกินปลาหมึกยักษ์ค่ะ จะชอบปลาหมึกขาวมากกว่า เนื่องจากร้านส่วนมากที่ทำปลาหมึกยังมันจะเหนียวๆไม่ค่อยอร่อย ให้ความรู้สึกเหมือนเคี้ยวยางลบ แต่ว่ามีวันนึง ตอนที่เรานั่งทานอยู่ที่ K-Village เจ้าของร้านซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นเค้าแนะนำให้ลองว่าของเค้าอร่อยมาก เราเลยลองดู ปรากฎว่าอร่อยจริงแฮะ ปลาหมึกยักษ์ที่นี่ หนึบแต่เคี้ยวง่าย แถมรสชาติก็ดีออกเค็มๆนิดนึง ไม่น่าเชื่อว่าปลาหมึกยักษ์จะรสชาติอย่างงี้ หลังจากนั้นเป็นต้นมาสั่งตลอดเลยค่ะ คู่กับหอยปีนกเนี่ยล่ะ

3. Ika Sashimi

ปลาหมึกขาวซาชิมิจานนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเหมือนเคย เหนียวๆกำลังดีแต่ความอร่อยเราว่าอยู่ในระดับ average ไม่ได้โดดเด่นกว่าร้านอื่นค่ะ โดยส่วนตัวเราชอบที่ Nippon-Tei มากกว่า

4. Engawa Sushi/Gunkan-Maki

และแล้วของดีก็ต้องมาหลังสุดค่ะ “Engawa” หรือครีบปลาตาเดียว พระเอกของค่ำคืนนี้ ซูชิคำนี้อาจจะไม่ค่อยมีในเมนูของร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป แต่สำหรับ Miyatake ซูชิครีบปลาตาเดียวคำนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของร้านไม่แพ้โทโร่เลย การทาน ซูชิ engawa มีสองแบบด้วยกัน คือทานแบบย่าง หรือว่าจะทานแบบดิบ ที่มิยาทาเกาะเค้าจะเสิร์ฟแบบย่างไฟอ่อนๆค่ะ เราเคยทานทั้งแบบย่างและแบบดิบที่ร้านอื่นๆ เราว่าที่ผ่านมา engawa ที่มิยาทาเกะเนี่ยล่ะ อร่อยที่สุดแล้ว

  • Engawa Sushi – รูปทางด้านซ้ายจะเป็นซูชิแบบ nigiri ซึ่งเวลาไปสั่งเชฟก็จะทำแบบนี้มาให้ เป็นซูชิที่วางหน้าด้วย engawa ชิ้นใหญ่ชิ้นเดียวโรบเกลือเล็กน้อยย่างไฟอ่อนๆให้น้ำมันจากครีบปลาไหลซึมลงไปในข้าว น้ำมันจากครีบปลาที่โดนย่างไฟนี้จะมีกลิ่นหอมมาก เมื่อจิ้มกับน้ำจิ้ม Ponzu ที่ออกรสเปรี้ยวๆหน่อยแล้วเวลาเคี้ยวมันจะมีรสชาติหอมมันของครีบปลาตาเดียวย่างวิ่งผล่านอยู่ในปาก บอกได้คำเดียวค่ะ ว่าอร่อยที่สุดจริงๆ
  • Engawa Gunkan-Maki – เป็นเมนูพลิกแพลงนิดหน่อยโดยการนำ engawa มาหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โรยเกลือแล้วย่างไฟก่อนที่จะเอามาโปะบนข้าวซูชิค่ะ เนื่องจากครีบปลาตาเดียวย่างแสนอร่อยของเราได้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปแล้ว ซูชิชิ้นนี้จึงต้องทำเป็นแบบกึนกัน เพื่อเให้สาหร่ายมาเป้นกำแพงร้มรอบไม่ให้ครีบปลาของเราตกค่ะ เราคิดว่าแบบกึนกันก็อร่อยไปอีกแบบนึง เหมือนว่าน้ำมันจากครีบปลาออกมาเยอะกว่า (อาจจะเป้นแค่ความรู้สึกของเราเอง) แต่ว่าเวลาตอนแรกที่เราสั่งเป้นนิกิริ จะตบท้ายคำสุดท้ายก่อนคิดเงินเป็นกึนกันเสมอค่ะ

วันนี้เราเห็นเนื้อโกเบดูสวยดีเลย เลยเกิดความอยากจนทำให้ต้องสั่ง Kobe Sushi มากิน และก็อร่อยเหมือนทกครั้งที่ผ่านมา รสชาติของเนื้อและมันของเนื้อโกเบที่โดนย่างด้วยไฟอ่อนๆละลายรวมกันอยู่ในปาก บอกกับรสเปรี้ยวเล็กๆของน้ำจิ้ม Ponzu ที่เอาไว้ทานคู่กับของย่าง มันอร่อยจนอยากเบิ้ลอีกคำเลยล่ะค่ะ

อาหารสำหรับวันนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้พร้อมกับเราที่กินจนพุงกาง คราวนี้เราก็ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงส่วนนี้ลงเมนูของที่ร้าน และรูปของเชฟเป้ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยของมือนี้ให้ทุกท่านได้ชมนะคะ

Good Night ค่ะ 😉

7 Comments

Filed under Asian, Japanese, Restaurant Review, Taste of Bangkok